The Day The Earth Stood Still : Interview with Keanu Reeves
การสร้างหนังรีเมกเรื่อง ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านในการรีเมกหนังเรื่องนี้ แต่คีอานูก็ประประทับใจกับการตีความของบทหนังสำหรับหนังฉับบปี 2008 ซึ่งบอกเล่าแง่มุมใหม่ นอกจากนี้ตัวเขาเองยังได้มีส่วนในการแก้ไขและแนะนำการเขียนบท ทั้งยังทำให้ตัวละครกลาตูที่เปลี่ยนร่างจากมนุษย์ต่างดาวมาเป็นมนุษย์ให้เป็นตัวละครที่ชอบพอในการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์และเชื่อในนิสัยที่อ่อนโยนของมนุษย์ ในขณะที่หนังฉบับปี 1951 เป็นเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาสงครามเย็นและเรื่องนิวเคลียร์ซึ่งเจาะประเด็นเรื่องความไม่สามัคคีระหว่างชาติยังผลถึงอันตรายที่จะตามมา แต่ในหนังรีเมกฉบับนี้กลับมุ่งเน้นไปที่ปัญหาภาวะโลกร้อน คีอานูเล่าถึงเรื่องราวในหนังฉบับปี 2008 ที่ตีความเรื่องราวใหม่ว่า “ภาพยนตร์ฉบับใหม่นี้เป็นเรื่องของการเตือนให้มนุษย์ได้รู้ถึงสภาวะที่ล่อแหลมและการมีชีวิตรอดรวมถึงความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อดาวเคราะห์ดวงนี้ มันเป็นเรื่องของมนุษย์, ธรรมชาติ, ในส่วนของความจริงที่ว่าเรากำลังเข้าสู่ทางตันและเราจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา “
“มันเป็นเรื่องแนวโน้มความหายนะและจุดจบที่เราจะต้องเจอ เพราะดูเหมือนว่ามนุษย์กำลังจะพบจุดจบเต็มทีแล้ว และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงปัญหาใหญ่เรื่องนี้ หนังพูดถึงว่าความกลัวความกลัว (กลัวในสิ่งที่น่ากลัวกว่า) ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เราต้องมีความเข้าใจและคิดให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก เราต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เรากำลังสร้างให้แก่กันและกันและแก่โลกนี้ และสิ่งที่เราต้องการก็คือความรักที่จะทำในสิ่งนั้น”
หนังเป็นเรื่องของการปกป้องโลก และในฐานะนักแสดงในชีวิตจริงของคุณได้ทำอะไรเพื่อช่วยโลกบ้าง
Keanu : ทุกทางนะครับ ผมทำรีไซเคิล ผมมีแผงโซลาร์เซลที่บ้านแล้วก็คอยสังเกตเรื่องเกี่ยวกับป่าฝน แล้วก็ทำหนังเรื่องนี้
คุณอ้างอิงบทบาทการแสดงในเรื่องนี้จากอะไรบ้าง ในฐานะที่มันเป็นหนังรีเมก
Keanu : มันก็เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจในฐานะของตัวละครในเรื่องนะครับ มันมีอยู่ในบทอยู่แล้ว ผมก็อ้างอิงจากตรงนั้น ตัวละครตัวนี้มีบทบาทของมัน เหมือนกับเวลาที่เขาเกิดมา ครั้งแรกที่เขาพูด เวลาที่เขาดื่มน้ำและพูดว่าร่างกายของเขากำลังจะชินกับมัน มันเป็นสิ่งที่แยกสัมปชัญญะของเขาออกจากร่างกาย ซึ่งก็ไม่มีอะไร ผมก็เล่นบทนี้เหมือนกับที่ผมเล่นบทอื่นๆ บทมันเป็นยังไงก็เล่นไป
หนังไซไฟมีอะไรที่ดึงดูดใจคุณมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ หรือว่าคุณก็รับแสดงหนังทุกเรื่องเหมือนกันหมด
Keanu : ผมชอบหนังแนวไซไฟนะ ผมก็รับเล่นหนังแนวนี้เหมือนเรื่องอื่นๆ มันอาจจะตอบสั้นไป ผมคิดว่าหนังวิทยาศาสตร์ในเอื้อให้เล่าเรื่องได้สนุกมากขึ้น ผมแค่...ที่ผ่านมามีโอกาสที่ได้รับบทดีๆ ในหนังวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง
มีหนังภาคต่อเรื่องไหนที่คุณอยากกลับไปเล่นบ้าง
Keanu : ผมคิดว่า Constantine ก็โอเคนะ
มีความเป็นไปได้ไหม
Keanu : ไม่รู้เหมือนกัน
แล้วคุณได้เรียนภาษาจีนมาเพื่อเล่นเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า
Keanu : เปล่าครับ ผมแค่พูดออกเสียงตามบท
หนังเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง คุณมีอะไรในตัวที่อยากจะเปลี่ยนไหม
Keanu : ไม่มีนะ ผมเพอร์เฟ็คท์ (หัวเราะ)
The Day The Earth Stood Still วันพิฆาตสะกดโลก ก่อนอเมริกา 10 ธันวาคมนี้
Teeth : Interview with Jess Weixler
กลายเป็นหนังอื้อฉาวที่สุดของปีไปแล้วครับ สำหรับหนังเรื่อง Teeth ที่กระแสในอินเตอร์เน็ตมาแรงมากๆ และในเดือนนี้บ้านเราได้ดูกันแน่นอน Teeth เป็นหนังเขย่าขวัญ (หนุ่มๆ) เกี่ยวสาวสุดสวยที่เกิดมาพร้อมกลีบกุหลาบอันเต็มไปด้วยหนามแหลมคมสมชื่อ และหนังตลกร้ายเรื่องนี้ส่งให้ Jess Weixler สาวสวยจากเคนทักกี้ที่รับบทดอว์นดังเป็นพลุแตกไปด้วย เมื่อเธอ ”จัดการ” กับผู้ชายที่ปฏิบัติกับเธออย่างไม่ให้เกียรติ หนังพูดถึงหญิงสาวที่มีช่องคลอดซึ่งมีฟัน! หรือที่ในภาษาลาตินเรียกว่า vagina dentate
คุณเคยได้ยินเรื่อง vagina dentate มาก่อนที่จะเล่นหนังเรื่องนี้หรือเปล่า
Jess Weixler : ไม่เคยเลยค่ะ แต่หลังจากที่ฉันได้บทหนังฉันก็เล่าให้ใครต่อใครฟัง แล้วพูดว่า “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือนี่” ก็มีบางคนบอกว่า มีสิ ฟรอยด์ไง บางคนก็บอกว่าในบางวัฒนธรรมมีเรื่องแบบนี้มาก่อนนับพันปีและมันน่ากลัวมาก
คุณกลัวไหมที่ต้องเล่นเป็นตัวละครที่มีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแบบนี้
Jess Weixler : ฉันคิดอลายวันเหมือนกันค่ะว่าจะเล่นบทนี้ดีไหม ฉันคิดว่าฉันจะเล่นได้ไหมเพราะมันแบบไปไกลมาก ฉันไม่แน่ใจว่าฉันอยากจะเป็นผู้หญิงที่มีฟันในช่องคลอดหรือเปล่า และไม่รู้ว่ามันจะทำให้ฉันติดภาพลักษณ์แบบนั้นไปหรือเปล่า แต่พอฉันอ่านบทอีกทีฉันก็ขำมากๆ ฉันเริ่มรู้สึกว่าดอว์นเป็นซูปเปอร์ฮีโร่ และฉันก็เริ่มอินกับไอเดียที่เกี่ยวกับหญิงสาวที่ไม่รู้เลยว่าตัวเธอจะเปลี่ยนแปลงไปและทำให้เธอมีพลังอำนาจในตัวเอง
คุณรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นไหมเมื่อคิดว่าดอว์นเป็นเหมือนซูปเปอร์ฮีโร่
Jess Weixler : ที่จริงแล้วฉันคิดนะเพราะฉันคิดว่าเธอเป็นเหมือนซูปเปอร์ฮีโร่ที่มีพรสวรรค์ คือลักษณะพิเศษของเธอไม่ได้ทำให้เธอเสียอะไรไป เพราะเธอก็ยังมีเพศสัมพันธ์ได้ เพียงแต่เธอไม่ได้ใช้มันเท่านั้น (หมายถึงฟัน)
ดอว์นอยู่ในช่วงการละเรื่องเพศในตอนเริ่มเรื่อง คุณต้องไปเข้ากลุ่มบำบัดอะไรแบบนั้นหรือเปล่าเพื่อเข้าถึงบทนี้
Jess Weixler : ฉันไม่ได้ไปเข้ากลุ่มอะไรนะคะ ฉันลองดูในเน็ตแล้วก็เจอกลุ่มบำบัดนี้ ฉันพบว่ามีกฎเกี่ยวกับการไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานแล้วมันถึงขั้นที่ว่าห้ามแม้แต่ช่วยตัวเองด้วย คือห้ามทำอะไรเลย ถ้ามีความต้องการขึ้นมา เราจะมีคู่หูที่ให้เราสามารถโทรหาและพูดคุยให้เราคลายความรู้สึกแทน
คิดว่ามันเป็นการเสียดสีไหมที่ตอนแรกดอว์นต้องละเรื่องเพศ
Jess Weixler : ฉันเข้าใจนะ คือใครก็ตามที่มีจิตใต้สำนึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติกำลังเกิดขึ้นกับร่างกาย จะถูกชักจูงไปโดยกลุ่มที่ปิดกั้นตนเองจากอะไรเหล่านี้ เหมือนกับชะลอเวลาที่เธอจะค้นพบความจริงเกี่ยวกับตัวเองให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะค่ะ
หนังเรื่องนี้ล้อเลียนหนังตลกวัยรุ่นยุค 80 คุณเป็นแฟนหนังยุคนั้นไหม
Jess Weixler : ฉันว่าฉันเป็นแฟนตัวยงของหนังพวกนั้นเลยนะ ฉันนึกไม่ออกตอนนี้ว่าเรื่องอะไรบ้าง แต่ฉันชอบThe Breakfast Club กับ Fast Times at Ridgemont High
ผู้ชายที่ดูหนังเรื่องนี้คงเสียวผู้หญิงแบบดอว์นกันหมด จะถือว่านี่เป็นหนังเขย่าขวัญของผู้หญิงได้ไหม
Jess Weixler : ฉันมองว่ามันเป็นหนังออกเดทมากกว่า เพราะมันยังแสดงให้เห็นว่าผู้ชายพยายามพิสูจน์ตนเองและอยากแสดงว่าพวกเขาพร้อมจะเผชิญกับความท้าทายแค่ไหน
TEETH เขย่าขวัญ(ชายหนุ่ม) พร้อมกัน 27 พฤศจิกายนนี้
Twilight : Interview with Robert Pattinson
หลังจากรับบทเซดดริก ดิกกอรี่ที่ทำเอาสาวๆ ทั่วโลกหลงใหลใน Harry Potter and the Goblet of Fire หนุ่มวัย 22 ปีคนนี้ก็มีบทนำที่เด่นยิ่งกว่า เรียกว่าเป็นพระเอกเต็มตัวใน Twilight หนังแวมไพร์โรแมนติกสร้างจากหนังสือขายดีของสเตฟานี่ เมเยอร์ที่แฟนทั่วโลกต่างรอดูหนังเรื่องราวความรักระหว่างเอ๊ดเวิร์ด คัลเลน แวมไพร์หนุ่ม กับอิสซาเบลล่า “เบลล่า” สวอน นักเรียนไฮสคูลสาว ความรักของพวกเขาดูจะราบรื่นดีจนกระทั่งเมื่อมีแวมไพร์มือที่สามเข้ามาและหมายจะสังหารอิสซาเบลล่า ใน Twilight แพททินสันรับบทเป็นเอ๊ดเวิร์ด คัลเลน แวมไพร์หนุ่มที่มีเสน่ห์จนสาวอิสซาเบลล่าอดหลงรักไม่ได้ทั้งๆ ที่เขาพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธอ
ตัวละครของคุณเป็นอย่างไร เรารู้ว่าเป็นแวมไพร์ ว่าแต่มันมีอะไรอีกนอกจากนี้
Robert : มีอะไรนอกจากนี้หรือครับ ผมว่าหนังสือนั้นเขียนจากมุมมองของเบลล่าและเธอก็หลงใหลในตัวเขามาก แบบว่าคิดว่าเธอรักเขามากๆ เห็นเขาเป็นฮีโร่และที่สำคัญเขาก็มีพลังพิเศษด้วย ซึ่ง ผมว่ามันก็เป็นสิ่งที่เร้าใจนะ แต่ผมว่าสิ่งที่ผมสนใจก็คือเขาเป็นพระเอกของเรื่องแต่กลับปฏิเสธที่จะเป็นพระเอก ไม่ว่าเขาจะทำอะไร แม้แต่ในยามที่ทำสิ่งที่ดีต่อคนอื่น เขาก็จะคิดว่าตัวเขาเองเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้าย ซึ่งผมชอบตรงจุดนี้ เขาไม่ยอมรับความรักที่เบลล่ามีให้กับเขาแต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาต้องการมัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวหลักในหนัง แต่ผมชอบตรงที่มีไม่กี่เรื่องที่มี...คือเขาต้องใช้ชีวิตที่มีสองด้านในการคบหาคนที่รักกับความรู้สึกที่อยากจะทำลายเธอ มันน่าสนใจตรงนั้นเพราะเขาไม่สามารถทำได้และทุกสิ่งรอบตัวเขากำลังพังทลายเพราะความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนี้ ซึ่งมันกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
ตัวละครตัวนี้เป็นตัวที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในเรื่อง เหมือนกับมีสองบุคลิก ชั่วขณะหนึ่งเขาเป็นคนที่เย็นชาและร้ายกาจ แต่อีกขณะหนึ่งก็เป็นอีกอย่าง เล่นบทแบบนี้ยังไง
Robert : ก็สนุกดีนะครับ คือมันยากในการที่จะตีบทให้แตก ผมว่าในฉากที่เขาพบว่าเขาสามารถควบคุมอะไรต่างๆ ได้มากกว่าที่เขาคิด มันเป็นความซับซ้อนที่เหมือนกับว่าเขาชอบการเป็นผู้ที่มีพลังแบบนี้ เหมือนกับว่าเขาไม่สามารถลืมได้ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ที่จริงเขาอยู่มา 80 ปีแล้ว เขาแค่เพียง... คือเขาแค่อยากจะตายหรือไม่ก็กลับเป็นคนอีกครั้ง พอมีผู้หญิงคนนี้เข้ามา ก็เหมือนกับว่า... มีแต่ความสับสนตลอดเวลาและเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเวลาของเขา และถึงจะมีใครสักคนมาสนใจเขา มันก็กลายเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับเขา เพราะเมื่อเขาตัดสินใจที่จะยอมรับมัน เขาก็กลับเกลียดในสิ่งที่เขาตัดสินใจ
แสดงว่ามีความขัดแย้งในตัวเขาอยู่ตลอดเวลา
Robert : ใช่ครับ ตลอดเวลา สิ่งสำคัญก็คือ ยิ่งเบลล่าพูดเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งคิดไปว่า “ฉันคือสัตว์ร้าย ฉันเป็นอันตรายกับทุกคน ฉันจะต้องฆ่าใครสักคน” ยิ่งเธอพูดว่า “เธอไม่ได้เป็นอย่างนั้น และฉันไม่สนว่าเธอจะเป็นอะไรก็ตาม” ก็เหมือนกับว่าเขาเริ่มจะเชื่ออย่างนั้นจริงๆ จนกระทั่ง... เกิดสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนจบ สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดเขา มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเขาเป็นสัตว์ร้าย ซึ่ง...เขาไม่ได้เป็น (หัวเราะ) ผมหมายถึงกับผู้ชมและกับเบลล่า ซึ่งเขาเองก็เชื่ออย่างนั้น แต่เขามีมุมมองที่แปลก เขามีมุมมองในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเขาเอง
มีตัวละครบทบาทอื่นๆ ที่คุณเอามาปรับใช้กับบทไหม ประเภทที่ว่าคุณชอบในจุดนั้นๆ และคิดว่ามันจะช่วยให้เข้าถึงนี้ได้มากกว่าเดิม
Robert : เอ่อ ไม่มีนะครับ คือที่จริงมันก็มีบ้าง เวลาที่ผมลองมาคิดดู ก็จะมีอย่าง REBEL WITHOUT A CAUSE อะไรแบบนั้นที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจถ้าจะเอาผสมเข้าในบทของผม มันเหมือนกับว่า...คือผมจะถามสเตฟานี่ เมเยอร์ (ผู้แต่ง) ว่าจะลองหรือสร้าง... แบบว่าเธอเขียนเอาไว้ชัดเจนมากว่าแวมไพร์เหล่านี้ไม่เหมือนแวมไพร์ทั่วไป ซึ่งมันทำให้เราสามารถทำอะไรที่มากกว่าแวมไพร์ทั่วไปได้ ทั้งเรื่องการได้รับการยอมรับและเรียนในโรงเรียน ถึงในสายตาคนอื่นพวกเขาจะดูน่ากลัว แต่แบบว่า... คือเราต้องคิดว่าเราจะแสดงความเป็นมนุษย์ออกมาแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่ามันน่าสนใจดี เพราะพวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อให้มีความเป็นคนอยู่ในตัวเอง เพราะมีแวมไพร์ไม่มากนักใน Twilight ที่จะดูเหมือนมนุษย์ และพวกเขาต้องฝืนทนต่อสัญชาตญาณดิบในตัวตลอดเวลา อย่างครอบครัวคัลเลนที่ต้องพยายามฝืนในสิ่งที่พวกเขาเป็น ในขณะที่พวกคาร์ไลสล์คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูก แม้ว่าจะเป็นการฝืนธรรมชาติก็ตาม
สเตฟานี่ได้แนะนำอะไรคุณไหมในสิ่งที่เธอคิดว่าเธออยากเห็นในกองถ่าย
Robert : ก็ไม่เชิงครับ คือผมเองก็อ่านหนังสือทุกเล่ม และผมได้ทานอาหารกับเธอได้คุยกัน ผมคิดว่าเพราะหนังสือทั้งชุดนั้น...คือผมอ่านหนังสือของเธอทั้งหมด ไม่จบทุกเล่มนะครับ เฉพาะในแง่มุมของเอ๊ดเวิร์ดใน Twilight ซึ่งก็ช่วยได้มาก มันยากตรงที่ตัวหลัก...ตัวบทที่อิงจากมุมมองของเบลล่า เพราะงั้นบทของเอ๊ดเวิร์ดจึงจะดูลึกลับ เขาจะกลายเป็นหนุ่มที่สมบูรณ์แบบ ในสายตาของเบลล่า เพราะงั้นเราจะไม่ได้รู้ความจริงว่าเขาเป็นอย่างไร เพราะงั้นเราจึงต้องสร้างมันขึ้นมา
สิ่งที่วิเศษที่สุดของแวมไพร์คือการมีชีวิตอมตะ คุณเล่นบทนี้โดยอิงจากมุมมองของเบลล่าซึ่งเธอไม่รู้เรื่องนี้ในตอนแรก แต่คุณต้องเล่นเป็นคนที่ผ่านโลกมามากนับร้อยปี คุณทำอย่างไรในการเล่นเป็นใครสักคนที่ผ่านโลกมามาก
Robert : นั่นเป็นสิ่งที่เราพยายามตีให้แตกเหมือนกันครับ ในเรื่องเขาจะสับสนระหว่างการเป็นนักเรียนไฮสคูลวัย 17 ปี กับการเป็นคนหนุ่มและคนแก่ ผมคิดว่าเมื่อเรามีร่างของวัยรุ่นอายุ 17 คนก็จะเห็นเราอายุ 17 ตามนั้น แต่เราก็มีประสบการณ์ ผมคิดว่านั่นทำให้เขามีความโกรธตลอดเวลา เขาควบคุมความโกรธของตัวเองไม่ได้ คือถ้าเราอายุร้อยปีแต่ประสบการณ์เดียวที่คุณมี, โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์กับคนและอะไรต่างๆ ที่เขาทำกับคุณเหมือนคุณอายุ 17 เพราะถ้าคุณอายุร้อยปีพวกเขาจะปฏิบัติกับคุณอีกอย่าง คุณมีลูกไมได้ ทำนี่ไม่ได้ ทำนั่นไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย จะทำงานธรรมดาก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่ได้ ต้องคอยเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ คือสามารถใช้เวลาในช่วงสิบปีได้ แต่ในช่วงเวลา 15 ปี 25 ปี หรือ 30 ปี คุณต้องคอยเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก
มันทำให้คุณมองอะไรไม่ถูกใจไปหมด กับเรื่องเบลล่า ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันมาก ในขณะที่เขามีชีวิตอมตะและต่อให้เขาสามารถทำให้เธอเป็นอมตะได้ กับความต้องการที่เขาอยากจะทำ มันเป็นความคิดชั่ววูบ และถ้าเธอบาดเจ็บหรือเป็นอะไรขึ้นมา มันก็ยิ่งแย่กว่าเดิม
เกร็ดหนัง :
โรเบิร์ต แพททินสันร้องเพลงประกอบหนัง Twilight ชื่อเพลงว่า Never Think
Twilight เปิดตัว 27 พฤศจิกายนนี้
ปืนใหญ่จอมสลัด : คุยกับอนันดา
หนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างมโหฬารถึงกว่า 200 ล้านบาทที่หลายคนจับตามองและรอพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ดังในตัวอย่างที่โปรโมทกันอย่างตื่นตาในขณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนังไทยฟอร์มใหญ่ที่สุดของปีหลังจากเลื่อนกำหนดฉายมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม นอกจากจะใช้ทุนสร้างมากเป็นประวัติการณ์ภาพยนตร์ไทยแล้ว หนังยังขนทีมนักแสดงระดับฝีมือทั่วฟ้าเมืองไทยมารวมกันไว้อีกด้วยทั้งจารุณี สุขสวัสดิ์, สรพงศ์ ชาตรี และพระเอกของเรื่อง อนันดา เอเวอริ่งแฮมที่ปีนี้เขามีหนังเข้าฉายถึงเจ็ดเรื่อง! เรียกว่าฮ็อตไม่แพ้ชุดผ้าเตี่ยวของเขาเลย ในปืนใหญ่จอมสลัด เขารับบทเป็นปารี ผู้นำของชาวเลที่ออกรบกับโจรสลัด
ถือว่าเป็นการพลิกบทบาทมาเล่นหนังแอ็คชั่น-แฟนตาซีเป็นครั้งแรก
อนันดา : ใช่ครับ ผมว่ามันพลิกบทบาทสำหรับทุกคนเลยนะครับ เพราะว่าอย่างแรกคือหนังแนวนี้สไตล์นี้มันไม่เคยมีคนไทยทำเลยจะบอกว่ามันพลิกบทบาทสำหรับผมคนเดียวมันก็คงไม่ใช่ ผมว่าทุกคนในเรื่องนี้เลยที่ได้มาแสดงอะไรที่แปลกออกไปกว่าที่เคยนะครับ อย่างผมก็ต้องมาใส่เตี่ยววิ่งไปวิ่งมาฟันดาบอะไรอย่างนี้ ก็ไม่เคยเหมือนกันครับ (หัวเราะ)
บทบาท-คาแร็คเตอร์
อนันดา : ครับ เรื่องนี้ผมรับบทเป็น “ปารี” คาแร็คเตอร์ก็จะเป็นชาวน้ำชาวเลอะไรประมาณนี้ แล้วก็คือจริง ๆ แล้ว ปารีเขาจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบปกติอยู่ในเผ่าของเขาแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แล้วก็พอดีตัวละครเขาเจออุปสรรคอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมืองของลังกาสุกะครับ คือจริง ๆ ตัวละครของปารีเนี่ย มันจะมี 2 ส่วนในเรื่อง ส่วนแรกเนี่ยเขาจะเป็นตัวละครที่สงบหน่อย เพราะเขามาจากเผ่าที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับในเรื่องสงครามระหว่างลังกาสุกะกับพวกโจรสลัด แต่แล้วเหตุการณ์บางอย่างก็ทำให้ตัวละครปารีกลายมาเป็นตัวละครที่ Dark ขึ้นมาหน่อย ทำให้เขามีความแค้นอะไรบางอย่าง และต้องออกไปตามล่าพวกโจรสลัดจนเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมือง เกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้าหญิงลังกาสุกะอะไรประมาณนี้ครับ
มีการเตรียมตัวรับบทนี้อย่างไร / ฝึกซ้อมการแสดง / เรียนอะไรเพิ่มเติมมั้ย
อนันดา : จริง ๆ แล้วผมก็คุยกับพี่อุ๋ยอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ ทำไมตัวละครผมเนี่ยมันไม่ต้องไปฝึกซ้อม เรื่องการต่อสู้ เรื่องการใช้อาวุธเลย เราก็งงอยู่เหมือนกัน เพราะคนอื่นเขาไปทำกันหมดเลย เราก็เอ๊ะ...ทำไมฝั่งโน้นเขาเรียนกันหมดทำไมผมไม่เห็นทำไรเลย เขาบอกอย่างเดียวไปฟิตร่างกายหน่อย ให้มีกล้ามขึ้นมาหน่อย เราก็งงอยู่ตั้งนาน เอ๊ะว่าทำไม ทำไมไม่ให้เราไปฝึกการต่อสู้ พี่เอกกับพี่อุ๋ยเขาบอกว่า อยากให้ตัวละครเรามันไม่เป็นจริง ๆ ตอนมันออกไปต่อสู้ ตอนมันออกไปฆ่าคนหรืออะไรอย่างนี้ เขาอยากได้ความรู้สึกว่ามันเป็นด้านมืดของตัวละครที่ครอบงำมันน่ะ ให้เขารู้สึกว่ามันไม่ควรจะเป็นท่า มันไม่ควรที่จะต้องฟันดาบเป็น มันต้องมาด้วยอารมณ์อะไรแบบรุนแรงอะไรบางอย่างที่มันอยู่ลึก ๆ ของตัวละคร สัญชาตญาณคงเหมือนสัตว์อะไรอย่างนี้ประมาณนั้น เพราะฉากที่เราไปฆ่าคนมันก็ไม่มีท่าอะไรนะ สับ ๆ ๆ ฟัน ๆ ๆ เหวี่ยง ๆ ทุ่ม ๆ ส่วนมากมันจะมีแบบเราทุ่มตัวเข้าไปเลย คือไม่มีท่ายืนรองรับ มันเหวี่ยงตัวเข้าไปอย่างเดียวเลย มันก็คงเหมาะกับตัวละครตัวนี้ คือจริง ๆ ตอนแรกผมก็ขอเขานะ ผมก็บอกว่าพี่ผมอยากเรียนเพื่อหนังพี่ และส่วนตัวผมก็อยากหา Skill อื่นเข้ามาให้ตัวเองบ้าง ตอนแรกผมก็สงสัยว่าเอ๊ะทำไมไม่จัดคลาสให้ซะที เขาก็ประมาณแบบว่าเดี๋ยวดูให้ ๆ ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจ คือตอนแรกเราก็เข้าใจว่า เขาลืมไปแบบจัดแบบพวกซ้อมคิวบู๊ แต่จริง ๆ เขาก็บอกว่าไม่จำเป็น เขาไม่อยากให้ตัวละครผมดูเป็นแบบเก่งทางด้านนั้น เพราะว่าเขามีเดี่ยว (ชูพงษ์ ช่างปรุง) อยู่แล้วที่จะมารับบทฝั่งสตั๊นท์ เขาอยากให้ของเราหนักไปทางแบบคาแร็คเตอร์มากกว่า ไม่ได้อยากให้ดูมีประสบการณ์ทางด้าน Martial Art ส่วนหนึ่งผมว่าที่พี่อุ๋ยเขาเลือกผมมาคือเรื่องว่ายน้ำเราค่อนข้างได้เลย คือว่าสิ่งที่ผมเตรียมตัวส่วนตัวคือว่ามันไม่ใช่ไปทำอะไรเพิ่มเติมหรอก แต่ว่ากลับไปฟิตอะไรอย่างนี้ ไปฟิตกล้าม ไปฟิตปอดอะไรอย่างนี้ ทุกวันที่เข้ายิมผมก็จะเอาฟินไปลงสระว่ายน้ำ 25 เมตร แล้วก็ตีฟินท่า Dolphin น่ะ มันจะวิ้ววววว...ไปกลับไปกลับอะไรอย่างนี้ใต้น้ำ จับเวลาตัวเองเวลาอยู่ใต้น้ำได้กี่นาทีอะไรอย่างนั้น เพราะว่าไอ้ฉากใต้น้ำถ้าเราฟิตหน่อยมันก็ไม่อึดอัด
ตอนถ่ายทำเนี่ย คือถ้าใครไม่ถนัดเรื่องน้ำก็ลำบากแน่นอน เพราะว่าแค่ 6 เมตรก็เยอะนะ พอมันขึ้นลง ๆ ไนโตรเจนที่สะสมมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ่ายเสร็จทุกวันก็เห็นจะมีคนป่วยกลับบ้านอะไรอย่างนี้ทุกวัน หรือไม่ก็กลับบ้านไปเมาไนโตรเจนในเลือด (หัวเราะ) แต่อย่างว่าคือผมชอบอ่ะ ผมชอบพวกฉากที่อยู่ใต้น้ำทั้งหมด ก็เลยแบบแฮปปี้กับฉากพวกนั้นหมดเลย มันสนุกดีครับ
เห็นว่าดำน้ำโดยไม่มีเครื่องช่วยได้ 3 นาทีเลยหรือ
อนันดา : (หัวเราะ) คือทุกเช้าเนี่ย เขาจะให้ทุกคนที่แสดงในสระลึกเนี่ยมาว่ายน้ำวอร์มไว้ เพราะมันต้องขยายปอดเพื่อที่มันจะได้รับอ๊อกซิเจนได้เยอะ พอเราลงไปใต้น้ำเนี่ย ถ้าเราไม่คุ้นกับสิ่งรอบตัวมันก็จะมีอาการแบบจังหวะหายใจมันจะหายไป เขาเลยให้ไปวอร์มไปขยายปอด ทำความเคยชินกับน้ำ ทุกเช้าผมก็จะอย่างนี้ ว่ายไปว่ายมา ผมก็ให้ทีมเซฟตี้เนี่ย เอาแท่งสคูบ้าลงไป 2 ชุดใต้น้ำเนี่ยโดยไม่มีไอ้ตัวหายใจ แท่งหนึ่งให้ไม่มี อีกแท่งหนึ่งให้ติดที่หายใจไว้ แล้วผมก็ใส่ชุดแล้วก็ดำลงไป ก็ดำลงไปหายใจกับไอ้ตัวเครื่องไว้ก่อนแล้วก็ว่ายไปว่ายมา พออากาศหมดก็กลับไปหายใจที่เครื่อง พอชินกับเครื่องเราก็เอาแท่งที่ไม่มีตัวเครื่อง เราก็เอาฝาออกแล้วก็เอามือปิดหายใจ แล้วมันก็เหมือนกับทำให้ Relax มันชินกับสภาวะใต้น้ำ 3 นาทีที่เขาพูดถึงอันนั้นแค่แบบ Standby เราก็ไม่มีอะไรทำ เราก็ขี้เกียจขึ้นมาข้างบน เพราะมันอยู่ใต้น้ำมันอุ่นใช่มั้ย พอขึ้นไปเจอลมมันหนาว ผมก็นอนรออยู่ข้างล่างแล้วกัน พี่จะให้ผมถ่ายพี่ก็ส่งสัญญาณ แล้วผมก็ว่ายไปถ่ายละกัน ก็คือก็นอนกอดแท่งไว้ให้มันทับเราอยู่ แล้วก็หายใจเหมือนจะหลับอะไรประมาณนี้ ผมก็หายใจไปแล้วก็ถอดเครื่องออกไปแล้วก็นอนเฉย ๆ แล้วก็มีพี่พวกเซฟตี้เขามาจับเวลา แล้วผมไม่รู้ตัวไง ผมก็ลมหายใจหมดก็กลับมาหายใจ พอขึ้นจากสระเนี่ย เขาก็บอกเฮ้ยเมื่อกี้นี้ 3 นาทีกว่านะเว้ย 3 นาทีอะไรประมาณนั้น เราก็เหรอ มันคงเป็นแบบปอดของเราเนี่ยมันเป็นสิ่งค่อนข้างมหัศจรรย์หน่อยเพราะว่า คือมันสามารถขยายตัวได้เท่าตัวภายใน 3-4 วัน ถ้าว่ายน้ำทุกวันนะ แล้วก็ฝึกไว้วันละ 2-3 ชั่วโมง ในเวลาสั้นนั้น มันสามารถขยายตัวได้ 2 เท่า วันแรกที่ผมลงสระเนี่ย ผมรู้สึกว่าตอนเราแสดงรู้สึกว่ามันนานมากเลยนะ แต่เช็คเวลาก็แค่ 30 วินาที 40 วินาที พอมันไปวันหลัง ๆ เนี่ย 1 นาที 2 นาทีอะไรอย่างนี้ โดยไม่รู้ตัวนะ คือพอมันมีอะไรทำเยอะ มันลืมเรื่องการต้องการที่จะหายใจเนี่ย มันก็จะอยู่ได้สบายเรื่อย ๆ ครับ
พูดถึงเรื่องเมคอัพ-คอสตูมในเรื่องหน่อย
อนันดา : คือมันเหมือนกับไม่ได้ใส่อะไรนะ เพราะว่าชุดมันชิ้นเล็กนิดเดียวอะไรอย่างเนี้ย มันเป็นแบบใส่กระจับอะไรอย่างนี้ แล้วก็เตี่ยวรัดครึ่งก้น แล้วก็ปิดหน้าหลังนิดหน่อย ฟังดูเหมือนแบบ มันน่าจะแบบใส่ปุ๊บปั๊บเสร็จอะไรอย่างเนี้ย แต่ไม่ใช่นะครับ ผมต้องแต่งตัวทุกวันเนี่ย โห 3 ชั่วโมงกว่าอะไรอย่างเนี้ย กว่าจะติดผม กว่าจะแต่งหน้า กว่าจะเปลี่ยนสีผิว กว่าจะลงรอยสัก ซึ่งเราต้องทำทุกเช้า ก็จะต้องลุกขึ้นมาตอนตี 4 ตี 5 มาทำทุกเช้าอะไรอย่างเนี้ย แล้วก็แต่งหน้าต่อประมาณ 40-50 นาที และก็ผมอีก 45-50 นาที กว่าจะได้นานฮะ 3 ชั่วโมงกว่า กว่าจะเสร็จทุกอย่าง
การสร้างฉากในเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง
อนันดา : โอ้โห...เท่าที่เจอมาไม่มีอะไรเทียบกับเรื่องนี้ได้เลยนะครับ เรื่องฉากเราก็คุยกันตั้งแต่เปิดกล้อง พี่เอกรับรางวัลไปเหอะ แกได้แล้วตั้งแต่แกสร้างแล้ว (หัวเราะ) ก่อนแกสร้างเลย แกก็ได้ละรางวัล มันแบบโอ้โห...มันอลังการจริง ๆ ครับเรื่องนี้ อลังการในทุก ๆ ฉากเลยก็ว่าได้ครับ
ฉากไหนที่ชอบเป็นพิเศษ
อนันดา : ฉากที่ผมชอบนะ ผมชอบเซ็ตอันหนึ่ง เซ็ตอลังการมาก ไม่รู้กี่ล้านเหมือนกันนะ มันคือเซ็ตในถ้ำเนี่ยอลังการมาก พอใช้เสร็จ ช็อตสุดท้ายที่เขาจะใช้กับฉากนี้ คือระเบิดทิ้ง แล้วก็ตัวละครของผม ผมต้องไปยืนตรงที่มันคล้าย ๆ สะพานปลา สะพานเรือที่มันยื่นออกมาจากเซ็ตตรงนั้น เลยเหมือนแบบได้อยู่ใกล้มันมาก และเขาก็ระเบิดมันทิ้งจริง ๆ นะครับ ระเบิดทิ้งหมดเลย มันก็ลุ้นมาก ทุกคนก็ลุ้นกันมากว่ามันจะเหมือน สมจริงหรือเปล่านะ โอ้โห...มีเสาล้มมีระเบิดตูม อันนั้นนะผมชอบมากเลยครับ
ความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้
อนันดา : เยอะนะ เยอะ ทีมงานผมไม่พูดถึงก่อนนะ เพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้วว่าประวัติของใครเป็นยังไงกันบ้าง คนที่เขียนเรื่องก็ไม่ต้องพูดถึงเหมือนกัน เราก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร คือโอเคทีมงานดีแล้ว Screenplay ก็ดีมากอยู่แล้ว เพราะเราได้ระดับซีไรต์มาเขียน การันตีได้อยู่พอสมควรว่าแบบมันมี Quality อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว แล้วมันก็ไม่ใช่หนังฉาบฉวยที่แบบว่ามาขายแค่บู๊อย่างเดียวหรืออะไรอย่างเนี้ย ปากหมาอีกแล้ว (หัวเราะ) เข้าใจใช่ป่ะ คือเราไม่ได้ตั้งใจที่จะทำหนังที่มันเป็น Mass อย่างเดียว คือมันก็นำเสนอวัฒนธรรมของบ้านเราส่วนหนึ่ง แล้วก็ตัวละครมันก็มีสีสันมาก สคริปต์ก็เขียนมาดีมาก ทีมงานเราก็ดีมาก ผมว่าสำหรับหนัง Commercial ผมว่ามันเป็นโปรเจ็คต์ที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง โดยส่วนตัวผมว่าหนังทุกเรื่องสุดท้ายมันจะตกที่บท ตกที่พล็อต และผมว่าเรื่องนี้มันโอเค มันคือสันหลังของหนังน่ะ คือผมจะไปอ้างว่ามันคืออันโน้นอันนี้ มันคือนักแสดง มันไม่ใช่ คือนักแสดงมันก็ทำดีในส่วนของมันไป แต่ว่าไอ้ตัวที่มันจะดึงทุกอย่างมาอยู่ร่วมกันได้นี่ก็คือ ไอ้ Screenplay ไอ้ตัวพล็อตของเรื่อง เราว่าเรื่องนี้มันมาตรฐานค่อนข้างสูงเลยทีเดียว คือถ้าความพิเศษของเรื่องนี้เหรอ ผมว่ามันจะเป็นตำนานเลย เพราะว่าหนังฟอร์มนี้มันไม่มีใครทำล่ะ อัตราเสี่ยงมันสูงมาก อย่างที่มันจะได้เงินในประเทศ เอาเป็นว่ามันเป็นศูนย์เลย เปอร์เซ็นต์ที่มันจะได้เป็นศูนย์ ผมว่ามันเป็นปรากฏการณ์มาก กับการที่มันจะได้มีหนังอย่างนี้ และเราได้มาเล่นหนังอย่างนี้อีก มีโอกาสที่เรามาร่วมกับกองถ่ายนี้ เราก็รู้สึกโอ้โห...มันอาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตหรือเปล่า สำหรับคนดูด้วยเราก็รู้สึกว่า พอเรื่องนี้ได้ฉายไปแล้ว มันคงอีกนานมากกว่าจะมีคนทำหนังแบบนี้ มันถือว่าเป็นความพิเศษ มันเป็นปรากฏการณ์มาก อันหนึ่งที่ผมหวั่นอยู่นิดหน่อยก็คือ ถ้าสมมติว่ามันไม่สามารถที่จะ Cover ทุนมันได้จริง ๆ ซึ่งทุนมันใหญ่แบบมหาศาลมากแบบ 300 ล้าน มันเหมือนกับว่า ถ้าเรื่องนี้มัน Cover ไม่ได้ ผมว่าหนังแนวอย่างนี้มันก็จะหายไปเลย แล้วมันจะไม่มีมาอีกด้วย จะไม่มีใครกล้าทำเลย ก็ลุ้นอยู่เหมือนกันครับ มันไม่มีใครบ้าพอที่จะทำหนังแบบนี้นะผมว่า มันก็คงเป็นโอกาสนี้โอกาสเดียวที่จะได้เห็นอย่างนี้ มันก็มีทุกอย่างทั้งแอ็คชั่น, ดราม่า, แฟนตาซี มีทุกอย่าง มันเป็นเ Epic ของแท้ เป็นของแท้มันต้องมีทุกอย่างอยู่แล้ว ผมว่ามันเหมาะสำหรับทุกคน ผมก็ไม่อยากจะมาบอกว่าต้องดูเพราะอย่างนี้ ๆ ผมรู้สึกว่ามันมีประเด็น มันคือปรากฏการณ์ มันจะไม่มีใครบ้าทำอะไรอย่างนี้อีกแล้ว ผมรู้สึกว่าแค่ประเด็นนั้นประเด็นเดียว มันก็น่าดูแล้วล่ะ
ความคาดหวังต่อเรื่องนี้
อนันดา : ครึ่งหนึ่งมั้ง ประมาณครึ่งหนึ่ง ของผมนะน่าจะประมาณครึ่งหนึ่ง เรื่องของคาดหวัง การตอบรับของคนดู คือเมื่อไปดูหนังแล้วมันก็จะเข้าใจว่าแบบโห...กว่าจะสร้างฉากนี้ขึ้นมาได้ หรือกว่าจะถ่ายได้แบบนี้ โห...เก่งสุด ๆ แต่ถ้าสมมติว่าคนดูไม่ประทับใจ ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ของหนังน่ะ คือหนังมันต้องเอนเตอร์เทนคนดูด้วย แล้วผมรู้สึกว่า ถ้าเรื่องเนี้ยเอาแค่นี้เลย คือถ้ามันเอนเตอร์เทนคนได้ ผมก็แบบแฮปปี้แล้ว คือไม่ได้คิดว่ามันต้องขายได้เป็นร้อย ๆ ล้าน หรืออะไรเนี้ย ซึ่งตรงนั้นผมรู้ว่ามันมีคนอื่นคาดหวังกันอยู่แล้วล่ะ ก็ปล่อยให้เขาเครียดเรื่องนั้นไป (หัวเราะ) ผมไม่ใช่...ผมขอคนดูไว้ก่อน แล้วเรื่องสตางค์นี่ก็ โอเคนะ คือถ้าคนที่เขาลงทุนทำเรื่องนี้ขึ้นมาเขาได้ตรงนั้นกลับคืนมา ผมก็แฮปปี้สำหรับเขาด้วย เพราะว่าเขาจะได้ทำอีก ไม่ได้ถึงกับขนาดว่า แบบถ้าหนังขายไม่ได้ผมจะรู้สึกไม่ดี ไม่เกี่ยวเลย หนังขายได้แต่คนด่าผมก็รับไม่ได้เหมือนกันแหละ มันอยู่ที่คนดูล้วน ๆ
คือเรารู้สึกว่าในอดีตของหนังฟอร์ม Epic เนี่ย เขาจะทำกันบ่อย ในสมัยนั้นเราก็รู้สึกว่า การออกไปดูหนังที่มีความพิเศษอะไรบางอย่าง มันเหมือนเราออกไปดูละครเวที เราต้องแต่งตัวหน่อย มันเป็นเรื่องใหญ่ มันไม่ใช่แค่ไปเสพหนังชั่วโมงครึ่งแล้วก็โอเคกลับบ้านอะไรอย่างนี้ มันเป็นอีเว้นท์จริง ๆ อีเว้นท์ที่มีความหมายจริง ๆ และหนังเรื่องนี้มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เรารู้สึกอย่างนั้น มันเป็นปรากฎการณ์ มันเหมือนกับไปย้อนกลับไปสู่ฮอลลีวู้ดสมัยก่อนที่มันมีหนังฟอร์มแบบนี้มาเรื่อย ๆ ซึ่งสมัยหลังนี้ส่วนมากมันก็จะค่อนข้างฉาบฉวย เลยรู้สึกว่ามันก็ดีนะที่มันมีทีมของพี่อุ๋ยพี่เอกที่กล้าออกมาเสนองานอย่างนี้
เอาง่ายๆ เลยนะครับคือ หนังแบบเนี้ยมันไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เราก็รู้สึกได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังไทย แล้วมันคงอีกหลายปีกว่าที่จะมีหนังฟอร์มอย่างนี้ออกมาอีก อ๋อ...นอกจากว่ามันจะมีภาค 2 (หัวเราะ) ตอนนี้ก็เอาภาคหนึ่งไปดูก่อนละกันนะครับ ไปดูภาคแรกก่อน
ปืนใหญ่จอมสลัด เปิดฉากสงครามเหนือผืนน้ำ 23 ตุลาคมนี้
Quantum of Solace : Interview with Daniel Craig
จากที่ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะจะเป็นเจมส์ บอนด์เอาเสียเลย แต่ใน Casino Royale ปี 2006 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาลบล้างภาพเดิมๆ ของบอนด์และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทั้งหลักแหลมและมืดหม่นตามแบบฉบับสายลับแท้ๆ แถมยังใส่เรื่องการขัดเกลามารยาทแบบสุภาพบุรุษให้เขาได้ดูเซ็กส์ซี่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต่อจากคาสิโน บอนด์ออกชำระแค้นให้หญิงสาวที่เขารักนี้ เขื่อว่าหญิงสาวทั่วโลกคงได้หลงรักบอนด์คนนี้ยิ่งกว่าเดิมแน่นอน
การถ่ายทำหนังอินดี้ของอังกฤษกับหนังฟอร์มใหญ่แบบบอนด์ที่ทุนสร้าง 200 ล้านต่างกันอย่างไรบ้าง
DC : ผมคิดว่ากองถ่ายก็เหมือนกันหมดนะ มีความแตกต่างกันไม่มาก คือในกองถ่ายก็จะมีกล้องสองตัว กับทีมงานอาจจะมากกว่ากันหน่อย แต่ถ้าถ่ายฉากพูดก็เหมือนกันหมดนะ ความแตกต่างมันอยู่ที่อยู่ๆ ก็มีระเบิด มีนาปาล์มกระจายในกองถ่ายนี่ล่ะครับ แต่ทั่วๆ ไปก็เหมือนกันหมด
การมาถ่าย Quantum of Solace สำหรับคุณแล้วโล่งใจขึ้นไหมหลังจากความสำเร็จในภาคก่อน ความกดดันลดลงไหม
DC : ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ผมไม่คิดว่าความกดดันจะน้อยลงกับหนังที่ใช้ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ ผมว่ามันกดดันมากทีเดียว เราต้องทำให้มันออกมาดีดียิ่งกว่าภาคที่แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมก็ยังกังวลเหมือนเดิมแต่ผมมีความสุขมากกับสิ่งที่เราได้ทำในหนังเรื่องนี้ มาร์ค ฟอสเตอร์เข้ามากำกับและเขาดูแลทุกเรื่องทำให้ผมไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องเหล่านั้นและสามารถทำหน้าที่ของผมไปได้ ผมไม่รู้ว่าผมวางใจกับมันได้ไหม นี่มันหนังเจมส์ บอนด์นะ ผมไม่รู้ว่าผมจะทำใจให้สงบกับมันได้ยังไง มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น แต่ผมสนุกกับฉากที่เราถ่ายทำนะ และผมตั้งใจที่จะสนุกกับทุกฉากให้มากที่สุดตลอดการถ่ายทำ ไม่งั้นแล้ว เราจะถ่ายทำทำไมล่ะ
ฉากเปิดฉากแรกคุณต้องเข้าฉากเลิฟซีนคุณอึดอัดไหมที่ต้องเปลือยบนจอ
DC : ไม่นะ ไม่เคยอึดอัด มันเป็นอาชีพของผม ผมออกกำลังกาย ผมทำแบบนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของงาน และผมเองก็ดูแลร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอ ถ้าผมรู้ว่าผมต้องถอดเสื้อออก มันก็ไม่ยาก แต่ผมพยายามทำให้ร่างกายผมฟิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับอะไรต่างๆ ที่ผมต้องทำในหนัง เราถ่ายหนังบอนด์กัน ก็ยังไม่เจอปัญหาด้านสรีระเท่าไหร่ แต่ผมมั่นใจว่าผมต้องเจ็บตัวแน่ๆ
มีความกดดันแค่ไหนในฐานะนักแสดงแอ๊คชั่นที่ต้องแสดงฉากสตั๊นท์เอง
DC : สำหรับผมไม่มีความกดดันที่ต้องเล่นฉากสตั๊นท์เองนะครับ ถึงนี่จะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหว่าจะหายก็ตาม (หมายถึงแขนที่เย็บแผลไว้หลังจากเล่นฉากเสี่ยงตายใน 007) ซึ่งก็ต้องพักก่อน แต่ผมสนุกกับมันนะ มันเหมือนกับย้อนไปยุคที่การแสดงหนังในฮอลลีวู้ดจะต้องมีการถามกันก่อนว่า” คุณจะเล่นฉากตกจากหลังม้าได้ไหม” ผมว่าได้นะ (หัวเราะ) เป็นดารานี่นา ผมหมายถึงว่าต้องยกให้นักแสดงอย่างบัสเตอร์ คีตัน หรือแชปปลินกับการทุ่มสุดตัวในการแสดง ผมคงไม่ปฏิเสธว่าตอนเด็กๆ ผมชอบดูหนังของพวกเขาและทึ่งกับการได้เห็นฉากบ้านพังลลงมาทั้งหลังทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ข้างบน เราจะรู้สึกว่า พระเจ้าพวกเขาทำได้ยังไง เพราะมันไม่มีสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์ และต่อให้มีซีจีไอดีแค่ไหน ผมก็คงหลอกคนดูไม่ได้หรอกว่าผมเล่นฉากนั้นเอง เพราะคนดูรู้อยู่แล้ว คุณต้องเล่นเองหรือไม่ก็ไม่เล่นไปเลย และถ้าจะเล่นก็ต้องเล่นอย่างสนุกไปกับมัน และถ้าคนดูจะรู้สึกไปกับฉากนั้นว่า โอ้โห เล่นเองแบบนี้เลยหรือ ก็ถือว่าเป็นความตื่นเต้นที่เราได้เพิ่มเข้าไปในหนัง ซึ่งผมก็สนุกไปกับมันด้วย มันเป็นเหตุผลว่าทำไมเราทำหนังแอ๊คชั่น ยิ่งเราเกี่ยวข้องกับมันเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจกระบวนการของมันมากขึ้น และบิ่งเวลาถ่ายฉากแอ๊คชั่น...มันแบบว่า...มีฉากหนึ่งใน Casino Royale ต้องใช้เวลาถ่ายถึงสามเดือน คือไม่ได้มีผมถ่ายด้วยตลอดหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะมีอีกทีมหนึ่งถ่ายฉากนั้นด้วย เพราะอย่างนั้นผมจึงต้องพยายามอย่างมาก หมายถึงว่าต้องอดทนมาก ซึ่งผมหวังว่าการทุ่มเทลงไปมันจะทำให้ดูสมจริงมากขึ้นเท่านั้น
หนังภาคต่อจากนี้จะยังเป็นเรื่องราวต่อกันเหมือนภาคนี้ไหม หรือมีอะไรเกี่ยวข้องกันกับเนื้อหาในภาคนี้ หรือเป็นหนังตอนใหม่ไปเลย
DC : คือคุณจะถามว่าผมจะยังเล่นภาคต่อไปไหมใช่ไหม (หัวเราะ) ผมว่ามันมีอะไรที่ยังติดค้างในเรื่องความสัมพันธ์กับเวสเปอร์ ลินด์ ซึ่งผมคิดว่ามันไปด้วยดีมากในภาคที่แล้ว คือมันสำคัญกับเรื่อง ไม่ใช่แค่ว่าเราจะเอาดอกไม้ไปวางหน้าหลุมศพแล้วจบ มันเป็นอะไรที่ต้องแลกด้วยการเข้าชน และมันบอกถึงสิ่งที่หลายคนสับสนกับชื่อตอนของหนัง แต่มันง่ายนิดเดียวครับ มันเป็นการเปิดเผยเรื่องราว มันมีอะไรมากกว่านั้นแต่นั่นคือสิ่งที่เรารู้สึก เราคิดว่า ไม่เราไม่สามารถปล่อยเรื่องทิ้งไว้แบบนั้นได้ เราต้องสานต่อ ซึ่งก็เป็นที่มาของการคุยกันว่าเราต้องต่อเรื่องนี้ให้จบ เพื่อที่ว่าในตอนหน้า เราจะได้เริ่มตอนใหม่อย่างที่เราอยากทำ
สำหรับชื่อตอนที่หลายคนมึนงง มีแฟนหนังหลายคนขำกับชื่อนี้และมีข่าวว่าคุณเป็นคนเลือกชื่อนี้ด้วย
DC : ที่จริงผมมีส่วนในการตัดสินใจนะ มีชื่อตอนออกมาก่อน ซึ่งก็มีการแก้ไขไปมา ผมก็จำไม่ได้ว่ามีชื่ออะไรบ้าง แต่จะเป็นอะไรประมาณแนว 'The Blood On Your Face' อะไรแบบนั้น ผมรู้แค่ว่า ผมไม่อยากได้ชื่อตอนแบบ Death, Die หรือ Blood หรืออะไรแนวนี้ในชื่อหนัง เรามาเขียนชื่อลงกระดานกัน แล้วเราก็นั่งดูกันในห้อง นั่งดูชื่อตอนพวกนั้น คือถ้าดูตัวอักษร Q มันจะดูแปลกมาก พอตกลงเรื่องชื่อได้ หลายคนก็พูดว่า “โห ฟังดูยังกับแฮร์รี่ พ็อตเตอร์แน่ะ” แต่ไม่ใช่ครับ มันคือ Quantum of Solace ผมบอกว่า มันเป็นแค่ชื่อตอนหนังเจมส์ บอนด์นะ ชื่อตอนหนังบอนด์มันไม่ใช่อะไรที่มีความหมายนักหรอก Live and Let Die งี้ Octopussy งี้ มันหมายความว่ายังไง ไม่มีความหมายอะไรเท่าไหร่หรอกครับ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปกังวล
คุณรู้สึกอย่างไรกับการที่เจอมส์ บอนด์กลายเป็นตัวละครที่เป็นคนมากขึ้นในเรื่องนี้
DC : ผมหวังว่ามันจะออกมาดี คือมันก็พูดชัดๆ ไม่ได้หรอกนะ เขาเป็นสายลับ ผมว่ามันก็ค่อนข้างกดดัน เราเล่นในจุดนี้ใน Casino Royale และผมก็ไม่ต้องการจะเล่นแบบลงลึกอะไรแบบนั้น แต่หัวใจเขาแตกสลาย และเราก็ได้เห็นผู้ชายที่หมดสิ้นทุกสิ่ง ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจดี แต่ว่านั่นไม่ใช่เจมส์ บอนด์ เพราะเจมส์ บอนด์จะท้อไม่ได้ เพราะถ้าเขาท้อมันจะไม่เวิร์ค มันเหมือนกับการพึ่งพาคนที่เราไว้ใจได้แต่ไม่ใช่ และมันเป็นสิ่งที่ไม่มีในภาคแรกที่ผมอยากให้มีในหนัง
เกร็ดหนัง
- Quantum คือชื่อองค์กรที่บอนด์ต่อกรด้วย
Quantum of Solace 6 พฤศจิกายนนี้
Mark Wahlberg Interview : Max Payne
จากเกม third person สุดฮิตเอฟเฟ็คท์ล้ำก้าวสู่จอเงินอีกเรื่อง ที่แปลกคือตัวเกมก็ออกแบบและได้แรงบันดาลใจจากหนังแอ๊คชั่นอยู่แล้ว การสร้างหนังจากเกมที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังอีกทีแบบนี้คงไม่ธรรมดาแน่ Max Payne เป็นเกมสามมิติที่ออกจำหน่ายในปี 2001 ได้รับความนิยมอย่างมากจนทำให้มีเกมภาคสองออกมาในปี 2003 และจนถึงปัจจุบันเกมนี้ขายไปได้กว่า 7 ล้านชุดแล้ว ตัวเกมได้แรงบันดาลใจจากหนังแอ๊คชั่นของฮ่องกงโดยเฉพาะในงานของจอห์น วูด้วย น่าตลกดีที่หลังจากเกมนี้ออกมาไม่นาน วูเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากเกมนี้เช่นกัน
เกมนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก แม้แต่จอห์น วู ยังเคยบอกว่าเขาได้อิทธิพลจากเกมนี้ด้วย คุณชื่นชอบอะไรในเกมนี้ในเรื่องของสไตล์และภาพรวมทั้งหมด
MW : ผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้แล้วผมก็อยากรู้ว่าบทหนังมันตรงกับเกมยังไงบ้าง และมันจะตอบสนองความต้องการของแฟนเกมได้แค่ไหน พอได้ดูเกม ผมรู้สึกว่าผมไม่เคยเห็นเกมที่มีเนื้อหาที่เข้ากันกับหนังแบบนี้มาก่อนเมื่อพูดถึงเนื้อเรื่องของมัน มันเยี่ยมมากเลย จริงๆ นะครับ ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่เหมือนหนังที่สร้างจากเกมที่ต้องให้มือเขียนบทมาผูกเรื่องต่อจากเกมเอาเอง แต่มันเป็นอะไรที่ทำออกมาตามเกมจริงๆ
หนังสร้างตามแบบวิดีโอเกม คุณต้องศึกษาเกมเพื่อทำความเข้าใจในตัวละครไหม
MW : ไม่เลยครับ ผมรับบทเป็นตำรวจแผนกฆาตรกรรมซึ่งภรรยาและลูกของเขาถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม รู้เท่านี้ก็พอแล้วครับ
แล้วทำอย่างไรให้ตัวละครสองมิติกลายเป็นตัวละครที่มีสามมิติ
MW : ผู้กำกับมีส่วนช่วยผมมาก ผมหยิบเอาเศษเสี้ยวของตัวละครที่คิดว่าเหมาะสมกับหนังเรื่องนี้จากหนังที่ผมเคยเล่นทั้งใน Fear, The Departed, และ Four Brothers มารวมๆ กัน แต่ผมอยากให้มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจอห์น (ผู้กำกับ) ได้ช่วยแนะแนวทางและวางลำดับมิติของตัวละคร เพราะผมเคยเล่นบทแนงพูดน้อยต่อหนักมากก่อน ซึ่งบทนี้มันควรดูมีอะไรต่างออกไป
คุณคิดว่า Max Payne มีอะไรที่โดดเด่นในเรื่องที่ทำให้คิดว่าคนอยากจะดูหนังเรื่องนี้
MW : สำหรับผม ผมนึกไปถึงตัวละครคลาสสิคอย่าง Dirty Harry นะ มันเป็นความรุนแรงที่สุดขั้ว แอ๊คชั่นเยอะมาก อีกอย่างเราพูดถึงเรื่องคนเลวทั้งหลาย ผมคิดว่าคนอยากดูอะไรแบบนี้ ผมคิดว่า สำหรับผมนะ มันเป็นอะไรที่แตกต่างไปจากที่ผมเคยทำ และมันเป็นหนังประเภทที่ผมอยากจะออกจากบ้านไปดู
คุณเล่นหนังแอ๊คชั่นมาก็เยอะ แล้วในหนังเรื่องนี้มีอะไรที่ต่างไปจากแอ๊คชั่นเรื่องอื่นๆ
MW : คือจอห์น เป็นคนที่คุมเข้มสุดๆ ครับ เราต้องทำอะไรหลายอย่างที่ปกติไม่เคยทำเยอะมาก ทั้งเคเบิ้ล, สตั๊นท์ต่างๆ มีสตั๊นท์ที่รูปร่างเหมือนผมหลายคน แต่เราจะใช้เวลาที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น แต่ก็สนุกดีนะครับ มันโหดเหมือนกันเวลาแสดงฉากแบบนี้ แต่พอถ่ายเสร็จมันก็กลายเป็นหนัง และกลายเป็นความภูมิใจของเรา เราจะบ่นก็ได้เวลาถ่ายทำ แต่พอมันจบ เราเอาไปโม้ต่อได้ครับ
พูดถึง Dirty Harry ในหนัง Max Payne มีวลีหรืออะไรแสบๆ แบบ “นายซวยแล้วพวก” อะไรแบบนั้นไหม
MW : ก็มีบ้างนะครับ และผมก็ดีใจที่ผมไม่ต้องพูดอะไรหยาบๆ คือมันเป็นปัจจัยที่อยู่ในหนังแอ๊คชั่น ที่เรามักทำกันทั่วไป แต่ในหนังเรื่องนี้เราไม่ต้องทำแบบนั้น เรื่องมันดีอยู่แล้ว ตัวละครก็เยี่ยม
โทนของหนังเป็นอย่างไรบ้าง
MW : ก็ มีสไตล์มากครับ แต่ก็ให้สมจริงที่สุดด้วย นอกจากนี้ก็มีในส่วนของเรื่องลี้ลับนิดหน่อย อธิบายยากครับ แต่รับรองว่าเยี่ยม
ตัวเกมเป็นแบบยิงแบบ third person แล้วในหนังมีการเปลี่ยนแปลงมันอย่างไรบ้าง
MW : อ้อ คุณต้องดูเองครับ ต้องดูเอง
Max Payne เปิดฉากยิงกระหน่ำดับแค้น 16 ตุลาคมนี้
อย่าคิดว่าซัมเมอร์นี้มีเพียงหนัง Wall E ที่อนุรักษ์ธรรมชาติและสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม ทว่าหนังแอ๊คชั่นแฟนตาซีอย่าง Hellboy 2 : The Golden Army ก็แฝงแนวคิดรักษาสิ่งแวดล้อมกับเขาเหมือนกัน ก่อนอื่นเรามาดูกันว่าหนังภาคสองนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกัน
หนังเฮลบอยภาคสองเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนิทานก่อนนอนที่ศาสตราจารย์เล่าให้เร้ดฟังเกี่ยวกับสงครามระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในเทพนิยาย หัวใจสำคัญของเรื่องอยู่ที่มงกุฏที่หากใครได้สวมจะทำให้ควบคุมกองทัพหุ่นยนตร์ที่เรียกว่า Golden Army ได้ สงครามสงบลงเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างขอสงบศึก มนุษย์ได้ครอบครองเมืองและเหล่าสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายก็ได้ครอบครองป่า แต่มงกุฏได้แตกเป็นสามส่วน สองส่วนอยู่กับพวกเอล์ฟ อีกส่วนอยู่กับมนุษย์ และก่อนที่จะไปไขปริศนามงกุฏทองคำ เราจะนำร่องกันด้วยการ์ตูนห้าหน้าที่เล่าถึงที่มาของมงกุฏที่ว่านี้กันก่อนเป็นการเรียกน้ำย่อยครับ
- ได้เวลานอนแล้ว จำได้ไหม ลูกต้องหลับตอนที่เขาลงมาทางปล่องไฟ
- แต่ พ่อฮะ เราไม่มีปล่องไฟ
- นอนได้
- ว้า
- เอาล่ะ นิทานก่อนก็ได้
-------------------------------------
- นิทานพิเศษสำหรับคืนพิเศษเพื่อเด็กที่พิเศษ
- นี่เป็นเรื่องเล่าโบราณ อาจเป็นเรื่องแรกที่เล่าขานกัน
- โห ผมชอบจัง
* ฐานทัพทหารดั๊กลาส, นิวเม็กซิโก, คือนก่อนคริสต์มาส ปี 1955
- ในยุคแรกนั้น มนุษย์, สัตว์ และสิ่งมีชีวิตวิเศษต่างอยู่ร่วมกันภายใต้ร่มเงาของบิดาพฤกษา
- คือไรอ่ะ
- ถ้าขัดจังหวะแบบนี้ไม่เล่าล่ะ
- โทษฮะ
- ที่นั่นภายใต้ร่มเงานแห่งบิดาพฤกษา...
-----------------------------------------
- บุรุษผู้นั้น ด้วยความโลภโมโทสัน
- ฝันถึงการได้ครอบครองโลกทั้งหมด
- และเพื่อสิ่งนั้น สงครามได้เริ่มต้น
- ระหว่างมนุษย์และเหล่าสัตว์เทพนิยาย
---------------------------------------
- โลหิตของเหล่าภูติ, ยักษ์ และก๊อบลินต้องหลั่งริน
- และผู้ปกครองอย่างกษัตริย์เบลอร์ กษัตริย์แขนเดียวของเหล่าภูติ
- ได้แต่มองด้วยความอดสูและหวาดหวั่น
- จนวันหนึ่ง
- ใครบังอาจเข้ามายังท้องพระโรง จงเอ่ยมา
- ฝ่าบาท
- มันคือหัวหน้าของพวกก๊อบลินตีเหล็ก
- ที่จะถวายสร้างกองทัพใหม่ให้พระองค์
----------------------------------------------------------
- กองทัพกลไก
- ใหญ่กว่า 70 เท่า ทหาร 70 นายที่ไม่เหนื่อย ไม่หิว ไม่เจ็บปวด
- และไม่มีวันหยุด
- เจ้าชายนูอาด้า, โอรสของเบลอร์ ผู้เต็มไปด้วยความจองหองและโกรธแค้น
- ขอร้องพระบิดาให้ตอบตกลง
- ต้องทำ มันเป็นชัยชนะของเรา
- และกษัตริย์ผู้รักโอรสของพระองค์ก็ตอบตกลง
- จักไม่มีชีวิตใดต้องสังเวยให้มนุษย์อีก
- สร้างกองทัพให้ข้า
-----------------------------------------------------------------
- พวกก๊อบลินจึงทำงานทั้งกลางวันกลางคืนในโรงหลอม
- และได้สร้างกองทัพทองคำขึ้น
- ทั้งยังหล่อมงกุฎทองคำเพื่อให้กษัตริย์ได้ควบคุมกองทัพนั้น
ที่จริงการ์ตูนชุดนำร่องเรื่องราวใน Hellboy 2 : The Golden Army นั้น ยังมีต่ออีก 16 หน้าด้วย
สำหรับใครที่อยากอ่าน ทางค่ายดีซีคอมิกส์ก็ใจดีให้แฟนหนังดาวน์โหลดไปอ่านกันฟรีเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนชมภาพยนตร์ครับ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ HELLBOY 2 : The Golden Army
HELLBOY 2 : THE GOLDEN ARMY ถล่มโลกใตพิภพ 10 กรกฎาคมนี้
Talk with Wall E
ในจักรวาลที่ไม่ไกลออกไปสักเท่าไหร่ Wall-E เป็นหุ่นยนตร์ตัวน้อยที่ต้องอยู่เพียงลำพังมานานนับร้อยปี ได้ทำก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดโลกใบนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่แล้วเขาก็ได้พบจุดหมายใหม่ในชีวิต เมื่อเขาได้พบกับอีฟ มนุษย์ต่างดาวที่ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว Wall-E ได้พบกุญแจสำคัญต่ออนาคตของโลก เรื่องราวการผจญภัยของ Wall-E และ Eve ก็ได้เริ่มขึ้นจากตรงนี้ แต่ก่อนที่เราจะได้ไปชมเจ้าหุ่นตัวน้อยที่จะกุมหัวใจคนทั้งโลก มาคุยกับผู้ให้เสียงพากย์เจ้า Wall-E ที่น่ารักกันดีกว่า ใครหลายคนอาจจะไม่รู้เลยว่า แท้จริงแล้วผู้ที่สร้างเสียง Wall-E นั้น เป็นคนที่สร้างเสียงของหุ่นยนตร์ที่เป็นที่รักของโลกอีกตัวหนึ่งอย่าง R2-D2 มาแล้ว เอนจิเนียร์ผู้สร้างเสียงคนนี้คือ Ben Burtt ซาวนด์เอนจิเนียร์จาก Star Wars
สิ่งที่ท้าทายในการทำเสียงของ Wall E ก็คือต่างจาก R2 D2 แน่นอน แต่ในเสียงของ Wall E ก็มีความเป็น R2D2 อยู่ด้วยหรือเปล่า
Ben : แอนดรูว์ (ผู้กำกับ) อยากให้เสียงของ Wall E เป็นเสียงที่ออกมาจากการทำงานของกลไกเครื่องยนตร์ในตัว ที่ไม่ว่าจะเป็นเสียงการทำงานของชิพหรือเสียงลั่นของมอเตอร์ ซึ่งก็น่ารักดี โดยทำให้เสียงเหล่านั้นออกมาแล้วให้อารมณ์ความรู้สึก ว่ามันรู้สึกอย่างไร ซึ่งปัญหานี้ก็กลับไปเหมือนกับตอนที่ทำ R2 D2 คือเป็นไอเดียเดียวกัน ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวละครที่ไม่พูดคำเป็นคำพูด หรืออย่าง Wall E ที่พูดได้น้อยคำมากๆ เป็นที่เข้าใจของคนดูว่ามันคิดอะไรและต้องทำให้เข้าใจถึงความลึกของตัวละครด้วย ลูกเล่นที่เราใช้ก็คือการใช้เสียงของคนร่วมกับอิเลโทรนิคเพื่อจะได้มีอารมณ์แบบมนุษย์อยู่ด้วย อย่าง Wall E นี่ ลงเอยที่เสียงผมเอง เพราะผมมักทดลองทำเสียงต่างๆ ด้วยเสียงตัวเอง คือเราจะใส่เสียงมนุษย์ที่ทำขึ้นเป็นคำหรือเป็นเสียงก็ตามแต่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ แล้วก็เข้าโปรแกรมดัดแปลง ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการจัดการกับภาพที่เราแก้ไขในรายละเอียดของพิกเซล เสียงก็เหมือนกันครับ
มีแหล่งที่มาของเสียงอื่นๆ บ้างไหมที่นำมาใช้
Ben : มีเป็นพันๆ เสียงเลยครับ แค่เสียงตัว Wall E ตัวเดียวก็มีไฟล์เสียงมากกว่าหนังบางเรื่องทั้งเรื่องแล้วด้วยซ้ำ มีราวๆ 2500 ไฟล์ได้ เพราะตัวละครแต่ละตัวก็ต้องมีเสียงเฉพาะของมัน รวมไปถึงเสียงเวลาที่เคลื่อนไหวต่างๆ อย่าง Wall E นี่ มันจะต้องวิ่งไปทั่วทุกที่ ใช้ความเร็วหลายระดับต่างกัน เวลาที่มันเคลื่อนที่ช้าลง ก็จะมีเสียงหมุนๆ ซึ่งเสียงนั้นผมได้ยินมาจากหนังของจอห์น เวย์น มีคนนึงเปิดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีทหารจ่ายพลังงาน ผมคิดว่าผมชอบเสียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มันเท่ดี แล้วผมจะไปหาเสียงแบบนั้นจากไหน ผมไปเจอในอีเบย์ครับ ก็ซื้อมา หนังตัวต้นฉบับเลยปี 1949 เราเอามันเข้าสตูดิโอแล้วก็ตัดต่อเสียงให้มีความไวในแบบของ Wall E
เวลาที่ Wall E ทำอะไรเร็วขึ้น เสียงก็ต้องสูงขึ้นและกระฉับกระเฉงขึ้น ตรงนี้ผมเคยบันทึกเสียงเครื่องบินเอาไว้นานแล้วตอนที่ใช้ใน Raiders of the Lost Ark เป็นเสียงเครื่องบินยุค 1930 ซึ่งแน่นอนว่าเราหาเครื่องบินแบบนั้นไม่ได้ แต่ในสตูดิโอเราจะยังมีอุปกรณ์ทำเสียงด้วยมือแบบเก่าอยู่ เหมือนสตูดิโอที่ทำเสียงในการ์ตูนยุคเก่าๆ ของดิสนี่ย์น่ะครับ ซึ่งเราใช้อุปกรณ์หลายชิ้นในการทำเสียง Wall E ด้วย
แต่ในปัจจุบันนี้มีเครื่องมือไฮเทคที่นำมาสร้างเสียงอะไรก็ได้ คุณคิดว่ามันสำคัญแค่ไหนที่ยังคงใช้การทำเสียงด้วยมือ
Ben : คนคงคิดว่ายุคนี้แล้วคอมพิวเตอร์และระบบดิจิตัลสามารถทำได้ทุกอย่างในส่วนของเอฟเฟ็คท์ทางภาพอะไรต่างๆ แต่กับเรื่องเสียงมันต่างกันครับ การทำเสียงมันแตกต่างกันในหลายมิติครับ แน่นอนว่าดิจิตัลสามารถช่วยจัดการอะไรต่างๆ ทำให้งานเร็วขึ้น และสามารถทำเสียงต่างๆ ได้บนคอมพิวเตอร์ตัวเดียวในขณะที่เมื่อ 25 ปีก่อนเราต้องมีสตูดิโอเพื่อเตรียมอุปกรณ์ทำเสียงต่างๆ ไว้ในสตูดิโอ และต้องใช้คนหลายคน หนังส่วนใหญ่ที่ผมทำเสียงให้เป็นหนังแฟนตาซี แต่การทำเสียงในโลกแฟนตาซีนั้นเราก็เอาเสียงจากโลกแห่งความจริงนี่แหละครับ เราต้องนำเสียงจริงๆ มาปรับใช้ในโลกจินตนาการและทำให้คนดูรู้สึกว่ามันน่าทึ่งกว่าเสียงจริงๆที่เรานำมาใช้
เสียงของซีกอร์นี่ย์ วีเว่อร์ ที่เป็นเสียงยานแม่ของเอเลี่ยนใน Wall E มันตลกดีจริงๆ คุณทำยังไงกับเสียงเธอ
Ben : คือทั้งผมและแอนดรูว์เราต่างชอบหนังชุด Alien กัน ผมเองก็ทำเสียงคอมพิวเตอร์ในยานแม่ในหนังภาคแรกด้วย มันก็มีอะไรเกียวข้องกันนิดหน่อย เราบันทึกเสียงเธอในสตูดิโอ แต่ตอนมิกซ์กับหนังเราใส่เอคโค่เข้าไป เสียงก็เลยเหมือนกับดังมาจากทุกที่ ทำให้รู้สึกเหมือนมีพลัง แบบว่าเราหาที่มาของเสียงไม่ได้เหมือนกับเสียงที่มาจากลำโพง ผมคิดว่าเจตนาของมันน่าจะให้ฟังดูมีพลังน่ะนะ
เสียงไหนทำยากที่สุด
Ben : เสียงพูดนี่ล่ะครับยากที่สุด เพราะคนดูฟังเสียงเหล่านี้มากกว่าเสียงเอฟเฟ็คท์ เพราะเราเชี่ยวชาญในการตีความเสียงรบกวนหรือเสียงพูด เพราะฉะนั้นอะไรที่สามารถตีความเป็นเสียงพูดหรือเสียงความรู้สึกได้ คนดูก็จะฟังอย่างตั้งใจ ดังนั้นการทำเสียงของหุ่นทั้ง Eve และ Wall E และเสียงต่างๆ ในหนัง ถ้าเราแค่เอาเสียงเครื่องดูดฝุ่นมาทำ วี้วี้วี้ เหมือนที่เด็กป.สามทำล่ะก็ ยุ่งแน่
Wall E ทำเสียงเวลาที่ประหลาดใจหรือสนอกสนใจ เสียงเหล่านั้นมาจากไหน
Ben : มีเสียงมากมายที่เราใช้ครับ อย่างเสียงคิ้วนั่นก็เป็นเสียงชัตเตอร์กล้อง Nikon เสียงแขนก็เป็นเสียงจากกระบอกปืนรถถัง,แล้วก็มอเตอร์ครับ ลองถามได้ครับว่าเสียงไหนคืออะไร มันมีเยอะมาก
แล้วเสียง Wall E จามล่ะ
Ben : นั่นผมทำเองครับ ทำได้โดยใช้เครื่องดูดฝุ่นช่วย
Wall E จะกุมหัวใจคนไทยพร้อมกัน 12 สิงหาคม
The Dark Knight : Interview with Christian Bale
บุรุษแห่งรัตติกาลกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้เขาต้องพบกับคู่ปรับตัวฉกาจตลอดกาลอย่างโจ๊กเกอร์ เช่นเดียวกับคริสเตียน เบล ที่กลับมารับบทสร้างชื่อให้กับเขาอีกครั้งในหนังแอ๊คชั่นฟอร์มยักษ์เต็มรูปแบบ ในหนังภาคสองนี้กล่าวถึงความร่วมมือกันระหว่างแบทแมนกับผู้หมวดกอร์ดอนและอัยการคนใหม่อย่างฮาร์วี่ย์ เดนท์ ที่ได้กำจัดอาชญากรให้หมดสิ้นไปจากกอแธมซิตี้ ชัยชนะของพวกเขาดูจะสำเร็จด้วยดี แต่พวกเขาก็ต้องพบกับอาชญากรตัวร้ายที่เป็นอันตรายอย่างที่สุดอย่างโจ๊กเกอร์
ชุดแบทแมนใหม่เป็นไงบ้าง
Bale : ถ้าคุณได้ลองใส่ชุดแบทแมนชุดแรกคุณจะต้อง...มันน่าอายมากเหมือนกับกับผมนั่งเป็นยักษ์ปักหลั่นยังไงยังงั้น ผมก็ไม่รู้ทำไม แต่ผมรู้สึกว่ามันน่าอายมากสำหรับผม แต่ถ้าคุณได้สวมชุดแรกคุณน่าจะชอบมันเหมือนที่ผมชอบ แบบว่ากว่าจะขยับหัวเข้าที่เข้าทางได้ก็ต้องใช้เวลาเจ็ดเดือน แบบว่าแทบขยับไม่ได้เลย แต่ชุดใหม่นี่เบากว่ามาก แบบว่าขยับตัวได้มากกว่าชุดแรก แล้วก็ไม่ร้อนเท่าชุดแรกด้วย
อะไรทำให้คุณกลับมารับบทเดิมอีก บทหนังหรือนักแสดงหรือเพราะตัวละคร
Bale : ผมว่าก็รวมๆ กันทั้งหมดนั่นล่ะครับ และถ้ามองว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สามของผมกับคริส (ผู้กำกับ) ผมก็ไม่สงสัยในความสามารถของเขาที่จะทำหนังดีๆ ออกมาได้ เขาคัดตัวแสดงได้ดีและเขาสันทันในการทำงานกับนักแสดงมีฝีมือมากกว่าทำงานกับพระเอกฮ็อตๆ เพราะความสามารถของเขาทำให้ผมกลับมารับบทเดิมได้เป็นครั้งแรกของผมด้วย
ในภาคแรกบรู๊ซ เวย์นต้องพยายามชั่งน้ำหนักระหว่างการแก้แค้นและความยุติธรรม ในภาคนี้มีความท้าทายอย่างไรบ้าง หรือเขาจะเป็นอย่างไรบ้างในแง่ของเรื่องราว
Bale : ผมไม่บอกคุณหรอก ที่จริงก็ทุกอย่างนั่นล่ะครับ แต่มันเป็นการพัฒนาขึ้น และก็เป็นที่คริส (โนแลน/ผู้กำกับ) เขาพยายามทำให้มันเป็นหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ เป็นหนังที่ดูสนุก แต่มันก็มีแง่มุมที่มีแง่คิดซ่อนอยู่ด้วย มันมีอะไรที่เลยเถิดไปหลายอย่าง มีเรื่องของศีลธรรม ถ้าคุณหมายถึงว่ามีอะไรมากกว่าแอ๊คชั่นน่ะนะ เป็นเรื่องของคนที่เริ่มโตขึ้น และเขาเริ่มรู้ว่าเขาเองไม่สามารถควบคุมตนเองได้อย่างที่เขาเคยคิดว่าเขาทำได้
ครั้งแรกที่คุณเห็นฮีธตอนแต่งหน้าเป็นโจ๊กเกอร์รู้สึกอย่างไรบ้าง
Bale : มันน่าทึ่งมากครับ จริงๆ นะ มันดูวิกลจริต ดูเป็นโจ๊กเกอร์ฉบับพังค์ร็อคติดยาอะไรแบบนั้น ซึ่งผมว่ามันเป็นโจ๊กเกอร์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลย
ฉากที่เขาทุ่มคุณนั่นเขาคิดขึ้นเองนอกบทเลยหรือเปล่า และเขาด้นบทสดๆ ด้วยใช่ไหม
Bale : เขาไม่ได้ทุ่มผมหรอกนะ ที่จริงผมชอบนะ เขาก็รู้ว่าผมชอบ เราเป็นนักแสดงเหมือนกัน แล้วก็ชอบด้นบทสดๆ เหมือนกัน ผมว่าจังหวะแบบนั้นในหนังเป็นตอนที่เยี่ยมที่สุดแล้วเวลาที่เกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้น
เราจะได้เห็นชีวิตของบรู๊ซ เวย์นในแบบมหาเศรษฐีอีกหรือเปล่า
Bale : มันเป็นชีวิตที่เขาใช้ปกปิดตัวตนของเขาน่ะครับ มันเป็นสิ่งที่มีเพื่อไม่ให้ผู้คนสงสัยว่าเขาจะสามารถเป็นคนที่มีความปรารถนา, ความคิด, ความต้องการ, หรือความสามารถที่จะเป็นแบทแมน เขาจึงต้องทำตัวแปลกๆ แบบเพลย์บอยอย่างที่เห็น
พูดถึงการทำงานกับคริสโตเฟอร์ โนแลนหน่อย อะไรเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุด
Bale : ผมร่วมงานกับเขาเป็นครั้งที่สามแล้ว และแฮปปี้มากๆ ผมว่าเราทำหนังออกมาได้ดีมาก มันทำอะไรง่ายขึ้นเมื่อเรารู้จักกันดี ซึ่งนี่ก็รวมถึงนักแสดงคนอื่นอย่าง แกรี่ กับไมเคิล , มอร์แกน และทีมงานด้วยน่ะครับ
คือมันทำให้เข้าขากันดี คริสกับผมนี่แค่เขาทำเสียงในคอหรือมองผมนี่ ผมก็เข้าใจทันทีว่าเขาอยากให้ผมทำยังไง เขาไม่ต้องอธิบายทั้งหมดทุกอย่าง ผมก็เหมือนกัน
อุปกรณ์แบทแมนชิ้นไหนที่คุณชอบที่สุด
Bale : ผมคงต้องบอกว่าไม่มีชิ้นไหนเป็นพิเศษหรอกครับ ที่ผมชอบ ก็อย่างที่คุณพูด ที่จริงผมชอบการปะทะกันมากกว่า ผมชอบฉากต่อสู้ หรือการอัดกันให้หมอบไปข้าง อะไรแบบนั้น ส่วตัวแล้วผมไม่ค่อยได้ใช้อะไรมากนอกจากแบทพอดกับแบทโมบิล จะเป็นเรื่องความเร็วมากกว่า
แล้วได้ขับแบทพอดเองหรือเปล่าหรือว่าใช้สตั๊นท์แมน
Bale : คือที่จริง นี่เราเพิ่ง เพิ่งเริ่มถ่ายได้ไม่นาน ผมยังไม่ได้ลองขับหรอกนะ ผมไม่อยากเสียฟอร์มที่จะบอกว่าผมยังไม่เคยขับมันเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ)
เด็กๆ จำคุณได้ไหมว่าคุณเป็นแบทแมน
Bale : ไม่เลยครับ เป็นเพราะหน้ากากนั่นล่ะ ที่ผมเจอก็จะเป็นว่าเด็กๆ จะสับสนแล้วก็ผิดหวังหน่อยๆ (หัวเราะ) เวลาที่คนบอกว่า “ นั่นไงแบทแมน” เพราะเด็กๆ จะมองผมแล้วพูดว่า “ ไม่ใช่นี่” พวกเขาจะทำหน้าเหมือนว่าพ่อกับแม่เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า อะไรแบบนั้น
The Dark Knight เปิดศึกปะทะคู่ปรับ 17กรกฎาคมนี้
Indiana Jones : The Secrets of Crystal Skull
อินเดียน่า โจนส์ กลับมาอีกครั้งพร้อมการผจญภัยสุดขอบฟ้าที่ท้าทายกว่าเดิม หลังจากในภาคสามพาพ่อตะลุยทัพนาซีตามล่าหาจอกศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว มาคราวนี้อินดี้พาหนุ่มน้อยคราวลูกออกตามหากะโหลกคริสตัลในตำนาน ซึ่งเจ้ากะโหลกที่ว่านี้ก็มีอยู่จริงเสียด้วย หาใช่ตำนานลมๆ แล้งๆ เพราะฉะนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปดูหนัง ก็มาทำความรู้จักกับเจ้า Crystal Skull กันก่อนก็แล้วกัน
กะโหลกคริสตัลที่ว่านี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษที่ลอนดอน มีขนาดเท่าศรีษะจริงของมนุษย์ที่แกะสลักจากหินคริสตัลเพียงก้อนเดียว กะโหลกที่ว่านี้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1897 ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นของโบราณของเม็กซิกัน อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของพิพิธภัณฑ์ได้ระบุว่ากะโหลกนี้เป็นของที่ทำขึ้นในศตวรรษที่ 19 ในยุโรปนี่เอง เนื่องจากวัตถุดังกล่าวไม่น่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ในช่วงยุคก่อนโคลัมเบียน
พิพิธภัณฑ์ได้ซื้อกะโหลกนี้จากห้างทิฟฟานี่แอนด์โคในนิว ยอร์กเมื่อปี 1897 ในตอนที่ซื้อมานั้น ว่ากันว่ากะโหลกถูกนำเข้ามาจากเม็กซิโกโดยเจ้าหน้าที่ชาวสเปนในช่วงการยึดครองของฝรั่งเศสในปี 1863 มันถูกขายให้นักสะสมชาวอังกฤษ และตกทอดมายังยูจีน โบแบง นักค้าวัตถุโบราณชาวฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาได้ตกมาถึงทิฟฟานี่
กะโหลกถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในพิคาดิลลี่ ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษในแกลเลอรี่เวลคัมทรัสต์ (ห้อง24)
พิพิธภัณฑ์ได้ทำการตรวจสอบกะโหลกหลายครั้งในช่วงปี 1950 ถึง 1990 ในปี 1996 ได้มีการร่วมมือกันระหว่างสถาบันสมิธโซเนี่ยนแห่งวอชิงตันดีซีกับพิพิธภัณฑ์อังกฤษในการตรวจสอบกะโหลกที่ทั้งสองสถาบันครอบครอง
และได้ผลปรากฏว่ายังไม่มีเทคนิคใดทางวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์ได้ว่ากะโหลกที่ว่านี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อใด
การวิจัยจึงได้มุ่งไปที่ลักษณะในการแกะสลักกะโหลกชิ้นนี้, แร่ชิ้นนี้มาจากไหนและประวัติศาสตร์ในยุคแรกของกะโหลกชิ้นนี้
การตรวจสอบทำโดยใช้กล้องจุลทรรศน์และสแกนอิเลคตรอนเพื่อดูถึงวิธีในการแกะสลักและพบว่าการแกะสลักแบบนี้มีขึ้นในช่วงปลายยุคแอซเทค ร่องรอยของเครื่องมือที่ใช้บนกะโหลกนั้นไม่เหมือนกับวัตถุในช่วงยุคหิน-คริสตัลของแอซเทค ซึ่งถูกแกะด้วยมือ แต่ดูเหมือนกับว่ากะโหลกชิ้นนี้ถูกแกะด้วยการใช้เครื่องมือ (คล้ายกับเครื่องมือในการเจียระไนเพชรพลอย) ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในอเมริกาก่อนการมาถึงของชาวยุโรป การค้นคว้ายังสันนิษฐานว่าหินคริสตัลที่ใช้ทำกะโหลกในพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษนั้นน่าจะมาจากบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตการค้าโบราณของเม็กซิโก
ที่จริงแล้วยังมีกะโหลกที่ทำจากแร่ควอทซที่ใหญ่กว่าอยู่ที่สถาบันสมิธโซเนี่ยนในวอชิงตันดีซี และยังมีกะโหลกเช่นนี้ในครอบครองส่วนบุคคลอีกหลายชิ้น ทั้งยังมีกะโหลกคริสตัลที่เล็กกว่าอีกมากด้วย แต่ดูเหมือนว่ากะโหลกเหล่านั้นจะไม่ใช่ของที่มาจากแอซเทค กะโหลกคริสตัลขนาดใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นในวงการนักสะสมลับๆ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 และยิ่งปรากฏพบกะโหลกเล็กๆ มากขึ้นในช่วงสิบปีต่อมา ส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของนักสะสมอย่างลับๆ เช่นกัน และไม่มีกะโหลกใดเลยที่ได้รับการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการจากนักโบราณคดีว่าได้รับการขุดค้นพบ รายงานการวิจัยมีข้อมูลเพิ่มเติมที่ระบุถึงความเกี่ยวพันกับกะโหลกที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษกับกะโหลกคริสตัลอีกชิ้นที่พิพิธภัณฑ์ในปารีส ว่าทั้งสองชิ้นนี้ได้ผ่านมือมาจากนักค้าของเก่ายูจีน โบแบง ซึ่งยิ่งทำให้ต้นกำเนิดของมันเป็นที่กังขาอยู่
แม้จะหาข้อสรุปไม่ได้ว่ากะโหลกที่ว่านี้มีต้นกำเนิดจากไหน แต่จากการตรวจสอบก็พบว่ากะโหลกคริสตัลนี้มีศิปละในการแกะและเหมือนกับงานภาพกะโหลกต่างๆ ของแอชเทค นับตั้งแต่มีการค้นพบในช่วงปี 1519 อย่างไรก็ตามกะโหลกที่ว่าของแอซเทคนั้นเป็นการแกะหินบะซอล์ตในเชิงสถาปัตยกรรมหาใช่กะโหลกคริสตัลที่แกะจากแร่ควอทซ์แต่อย่างใด
มีการกล่าวอ้างกันว่ากะโหลกคริสตัลนี้มีคุณสมบัติในการรักษา, ให้พลังงาน, มีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลที่จำเป็นต่อชีวิต หรือเป็นที่กักเก็บแหล่งความรู้จากอารยธรรมโบราณ ความสนใจและความตื่นตัวต่อกะโหลกคริสตัลแผ่ขยายมากขึ้นนับตั้งแต่มีการค้นพบในแวดวงนักสะสมลับในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ทางพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ให้ความสำคัญต่อกะโหลกคริสตัลนี้ว่าเป็นของเก่าแก่ที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติใดๆ เกี่ยวกับพลังเศษตามความเชื่อดังกล่าว
สำหรับผู้ที่สนใจในกะโหลกคริสตัลก็สามารถเข้าชมเวปไซต์ของทางพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ที่ http://www.britishmuseum.org/
INDIANA JONES AND THE KINGDOM OF THE CRYSTAL SKULL เปิดตัวฉายพร้อมอเมริกา 22 พฤษภาคมนี้
on Interview with Prince Caspian