Indiana Jones : The Secrets of Crystal Skull
Indiana Jones : The Secrets of Crystal Skull
อินเดียน่า โจนส์ กลับมาอีกครั้งพร้อมการผจญภัยสุดขอบฟ้าที่ท้าทายกว่าเดิม หลังจากในภาคสามพาพ่อตะลุยทัพนาซีตามล่าหาจอกศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว มาคราวนี้อินดี้พาหนุ่มน้อยคราวลูกออกตามหากะโหลกคริสตัลในตำนาน ซึ่งเจ้ากะโหลกที่ว่านี้ก็มีอยู่จริงเสียด้วย หาใช่ตำนานลมๆ แล้งๆ เพราะฉะนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปดูหนัง ก็มาทำความรู้จักกับเจ้า Crystal Skull กันก่อนก็แล้วกัน
กะโหลกคริสตัลที่ว่านี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษที่ลอนดอน มีขนาดเท่าศรีษะจริงของมนุษย์ที่แกะสลักจากหินคริสตัลเพียงก้อนเดียว กะโหลกที่ว่านี้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1897 ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นของโบราณของเม็กซิกัน อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของพิพิธภัณฑ์ได้ระบุว่ากะโหลกนี้เป็นของที่ทำขึ้นในศตวรรษที่ 19 ในยุโรปนี่เอง เนื่องจากวัตถุดังกล่าวไม่น่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ในช่วงยุคก่อนโคลัมเบียน
พิพิธภัณฑ์ได้ซื้อกะโหลกนี้จากห้างทิฟฟานี่แอนด์โคในนิว ยอร์กเมื่อปี 1897 ในตอนที่ซื้อมานั้น ว่ากันว่ากะโหลกถูกนำเข้ามาจากเม็กซิโกโดยเจ้าหน้าที่ชาวสเปนในช่วงการยึดครองของฝรั่งเศสในปี 1863 มันถูกขายให้นักสะสมชาวอังกฤษ และตกทอดมายังยูจีน โบแบง นักค้าวัตถุโบราณชาวฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาได้ตกมาถึงทิฟฟานี่
กะโหลกถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในพิคาดิลลี่ ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษในแกลเลอรี่เวลคัมทรัสต์ (ห้อง24)
พิพิธภัณฑ์ได้ทำการตรวจสอบกะโหลกหลายครั้งในช่วงปี 1950 ถึง 1990 ในปี 1996 ได้มีการร่วมมือกันระหว่างสถาบันสมิธโซเนี่ยนแห่งวอชิงตันดีซีกับพิพิธภัณฑ์อังกฤษในการตรวจสอบกะโหลกที่ทั้งสองสถาบันครอบครอง
และได้ผลปรากฏว่ายังไม่มีเทคนิคใดทางวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์ได้ว่ากะโหลกที่ว่านี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อใด
การวิจัยจึงได้มุ่งไปที่ลักษณะในการแกะสลักกะโหลกชิ้นนี้, แร่ชิ้นนี้มาจากไหนและประวัติศาสตร์ในยุคแรกของกะโหลกชิ้นนี้
การตรวจสอบทำโดยใช้กล้องจุลทรรศน์และสแกนอิเลคตรอนเพื่อดูถึงวิธีในการแกะสลักและพบว่าการแกะสลักแบบนี้มีขึ้นในช่วงปลายยุคแอซเทค ร่องรอยของเครื่องมือที่ใช้บนกะโหลกนั้นไม่เหมือนกับวัตถุในช่วงยุคหิน-คริสตัลของแอซเทค ซึ่งถูกแกะด้วยมือ แต่ดูเหมือนกับว่ากะโหลกชิ้นนี้ถูกแกะด้วยการใช้เครื่องมือ (คล้ายกับเครื่องมือในการเจียระไนเพชรพลอย) ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในอเมริกาก่อนการมาถึงของชาวยุโรป การค้นคว้ายังสันนิษฐานว่าหินคริสตัลที่ใช้ทำกะโหลกในพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษนั้นน่าจะมาจากบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตการค้าโบราณของเม็กซิโก
ที่จริงแล้วยังมีกะโหลกที่ทำจากแร่ควอทซที่ใหญ่กว่าอยู่ที่สถาบันสมิธโซเนี่ยนในวอชิงตันดีซี และยังมีกะโหลกเช่นนี้ในครอบครองส่วนบุคคลอีกหลายชิ้น ทั้งยังมีกะโหลกคริสตัลที่เล็กกว่าอีกมากด้วย แต่ดูเหมือนว่ากะโหลกเหล่านั้นจะไม่ใช่ของที่มาจากแอซเทค กะโหลกคริสตัลขนาดใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นในวงการนักสะสมลับๆ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 และยิ่งปรากฏพบกะโหลกเล็กๆ มากขึ้นในช่วงสิบปีต่อมา ส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของนักสะสมอย่างลับๆ เช่นกัน และไม่มีกะโหลกใดเลยที่ได้รับการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการจากนักโบราณคดีว่าได้รับการขุดค้นพบ รายงานการวิจัยมีข้อมูลเพิ่มเติมที่ระบุถึงความเกี่ยวพันกับกะโหลกที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษกับกะโหลกคริสตัลอีกชิ้นที่พิพิธภัณฑ์ในปารีส ว่าทั้งสองชิ้นนี้ได้ผ่านมือมาจากนักค้าของเก่ายูจีน โบแบง ซึ่งยิ่งทำให้ต้นกำเนิดของมันเป็นที่กังขาอยู่
แม้จะหาข้อสรุปไม่ได้ว่ากะโหลกที่ว่านี้มีต้นกำเนิดจากไหน แต่จากการตรวจสอบก็พบว่ากะโหลกคริสตัลนี้มีศิปละในการแกะและเหมือนกับงานภาพกะโหลกต่างๆ ของแอชเทค นับตั้งแต่มีการค้นพบในช่วงปี 1519 อย่างไรก็ตามกะโหลกที่ว่าของแอซเทคนั้นเป็นการแกะหินบะซอล์ตในเชิงสถาปัตยกรรมหาใช่กะโหลกคริสตัลที่แกะจากแร่ควอทซ์แต่อย่างใด
มีการกล่าวอ้างกันว่ากะโหลกคริสตัลนี้มีคุณสมบัติในการรักษา, ให้พลังงาน, มีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลที่จำเป็นต่อชีวิต หรือเป็นที่กักเก็บแหล่งความรู้จากอารยธรรมโบราณ ความสนใจและความตื่นตัวต่อกะโหลกคริสตัลแผ่ขยายมากขึ้นนับตั้งแต่มีการค้นพบในแวดวงนักสะสมลับในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ทางพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ให้ความสำคัญต่อกะโหลกคริสตัลนี้ว่าเป็นของเก่าแก่ที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติใดๆ เกี่ยวกับพลังเศษตามความเชื่อดังกล่าว
สำหรับผู้ที่สนใจในกะโหลกคริสตัลก็สามารถเข้าชมเวปไซต์ของทางพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ที่ http://www.britishmuseum.org/
INDIANA JONES AND THE KINGDOM OF THE CRYSTAL SKULL เปิดตัวฉายพร้อมอเมริกา 22 พฤษภาคมนี้