Quantum of Solace : Interview with Daniel Craig
Quantum of Solace : Interview with Daniel Craig
จากที่ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะจะเป็นเจมส์ บอนด์เอาเสียเลย แต่ใน Casino Royale ปี 2006 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาลบล้างภาพเดิมๆ ของบอนด์และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทั้งหลักแหลมและมืดหม่นตามแบบฉบับสายลับแท้ๆ แถมยังใส่เรื่องการขัดเกลามารยาทแบบสุภาพบุรุษให้เขาได้ดูเซ็กส์ซี่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต่อจากคาสิโน บอนด์ออกชำระแค้นให้หญิงสาวที่เขารักนี้ เขื่อว่าหญิงสาวทั่วโลกคงได้หลงรักบอนด์คนนี้ยิ่งกว่าเดิมแน่นอน
การถ่ายทำหนังอินดี้ของอังกฤษกับหนังฟอร์มใหญ่แบบบอนด์ที่ทุนสร้าง 200 ล้านต่างกันอย่างไรบ้าง
DC : ผมคิดว่ากองถ่ายก็เหมือนกันหมดนะ มีความแตกต่างกันไม่มาก คือในกองถ่ายก็จะมีกล้องสองตัว กับทีมงานอาจจะมากกว่ากันหน่อย แต่ถ้าถ่ายฉากพูดก็เหมือนกันหมดนะ ความแตกต่างมันอยู่ที่อยู่ๆ ก็มีระเบิด มีนาปาล์มกระจายในกองถ่ายนี่ล่ะครับ แต่ทั่วๆ ไปก็เหมือนกันหมด
การมาถ่าย Quantum of Solace สำหรับคุณแล้วโล่งใจขึ้นไหมหลังจากความสำเร็จในภาคก่อน ความกดดันลดลงไหม
DC : ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ผมไม่คิดว่าความกดดันจะน้อยลงกับหนังที่ใช้ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ ผมว่ามันกดดันมากทีเดียว เราต้องทำให้มันออกมาดีดียิ่งกว่าภาคที่แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมก็ยังกังวลเหมือนเดิมแต่ผมมีความสุขมากกับสิ่งที่เราได้ทำในหนังเรื่องนี้ มาร์ค ฟอสเตอร์เข้ามากำกับและเขาดูแลทุกเรื่องทำให้ผมไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องเหล่านั้นและสามารถทำหน้าที่ของผมไปได้ ผมไม่รู้ว่าผมวางใจกับมันได้ไหม นี่มันหนังเจมส์ บอนด์นะ ผมไม่รู้ว่าผมจะทำใจให้สงบกับมันได้ยังไง มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น แต่ผมสนุกกับฉากที่เราถ่ายทำนะ และผมตั้งใจที่จะสนุกกับทุกฉากให้มากที่สุดตลอดการถ่ายทำ ไม่งั้นแล้ว เราจะถ่ายทำทำไมล่ะ
ฉากเปิดฉากแรกคุณต้องเข้าฉากเลิฟซีนคุณอึดอัดไหมที่ต้องเปลือยบนจอ
DC : ไม่นะ ไม่เคยอึดอัด มันเป็นอาชีพของผม ผมออกกำลังกาย ผมทำแบบนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของงาน และผมเองก็ดูแลร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอ ถ้าผมรู้ว่าผมต้องถอดเสื้อออก มันก็ไม่ยาก แต่ผมพยายามทำให้ร่างกายผมฟิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับอะไรต่างๆ ที่ผมต้องทำในหนัง เราถ่ายหนังบอนด์กัน ก็ยังไม่เจอปัญหาด้านสรีระเท่าไหร่ แต่ผมมั่นใจว่าผมต้องเจ็บตัวแน่ๆ
มีความกดดันแค่ไหนในฐานะนักแสดงแอ๊คชั่นที่ต้องแสดงฉากสตั๊นท์เอง
DC : สำหรับผมไม่มีความกดดันที่ต้องเล่นฉากสตั๊นท์เองนะครับ ถึงนี่จะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหว่าจะหายก็ตาม (หมายถึงแขนที่เย็บแผลไว้หลังจากเล่นฉากเสี่ยงตายใน 007) ซึ่งก็ต้องพักก่อน แต่ผมสนุกกับมันนะ มันเหมือนกับย้อนไปยุคที่การแสดงหนังในฮอลลีวู้ดจะต้องมีการถามกันก่อนว่า” คุณจะเล่นฉากตกจากหลังม้าได้ไหม” ผมว่าได้นะ (หัวเราะ) เป็นดารานี่นา ผมหมายถึงว่าต้องยกให้นักแสดงอย่างบัสเตอร์ คีตัน หรือแชปปลินกับการทุ่มสุดตัวในการแสดง ผมคงไม่ปฏิเสธว่าตอนเด็กๆ ผมชอบดูหนังของพวกเขาและทึ่งกับการได้เห็นฉากบ้านพังลลงมาทั้งหลังทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ข้างบน เราจะรู้สึกว่า พระเจ้าพวกเขาทำได้ยังไง เพราะมันไม่มีสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์ และต่อให้มีซีจีไอดีแค่ไหน ผมก็คงหลอกคนดูไม่ได้หรอกว่าผมเล่นฉากนั้นเอง เพราะคนดูรู้อยู่แล้ว คุณต้องเล่นเองหรือไม่ก็ไม่เล่นไปเลย และถ้าจะเล่นก็ต้องเล่นอย่างสนุกไปกับมัน และถ้าคนดูจะรู้สึกไปกับฉากนั้นว่า โอ้โห เล่นเองแบบนี้เลยหรือ ก็ถือว่าเป็นความตื่นเต้นที่เราได้เพิ่มเข้าไปในหนัง ซึ่งผมก็สนุกไปกับมันด้วย มันเป็นเหตุผลว่าทำไมเราทำหนังแอ๊คชั่น ยิ่งเราเกี่ยวข้องกับมันเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจกระบวนการของมันมากขึ้น และบิ่งเวลาถ่ายฉากแอ๊คชั่น...มันแบบว่า...มีฉากหนึ่งใน Casino Royale ต้องใช้เวลาถ่ายถึงสามเดือน คือไม่ได้มีผมถ่ายด้วยตลอดหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะมีอีกทีมหนึ่งถ่ายฉากนั้นด้วย เพราะอย่างนั้นผมจึงต้องพยายามอย่างมาก หมายถึงว่าต้องอดทนมาก ซึ่งผมหวังว่าการทุ่มเทลงไปมันจะทำให้ดูสมจริงมากขึ้นเท่านั้น
หนังภาคต่อจากนี้จะยังเป็นเรื่องราวต่อกันเหมือนภาคนี้ไหม หรือมีอะไรเกี่ยวข้องกันกับเนื้อหาในภาคนี้ หรือเป็นหนังตอนใหม่ไปเลย
DC : คือคุณจะถามว่าผมจะยังเล่นภาคต่อไปไหมใช่ไหม (หัวเราะ) ผมว่ามันมีอะไรที่ยังติดค้างในเรื่องความสัมพันธ์กับเวสเปอร์ ลินด์ ซึ่งผมคิดว่ามันไปด้วยดีมากในภาคที่แล้ว คือมันสำคัญกับเรื่อง ไม่ใช่แค่ว่าเราจะเอาดอกไม้ไปวางหน้าหลุมศพแล้วจบ มันเป็นอะไรที่ต้องแลกด้วยการเข้าชน และมันบอกถึงสิ่งที่หลายคนสับสนกับชื่อตอนของหนัง แต่มันง่ายนิดเดียวครับ มันเป็นการเปิดเผยเรื่องราว มันมีอะไรมากกว่านั้นแต่นั่นคือสิ่งที่เรารู้สึก เราคิดว่า ไม่เราไม่สามารถปล่อยเรื่องทิ้งไว้แบบนั้นได้ เราต้องสานต่อ ซึ่งก็เป็นที่มาของการคุยกันว่าเราต้องต่อเรื่องนี้ให้จบ เพื่อที่ว่าในตอนหน้า เราจะได้เริ่มตอนใหม่อย่างที่เราอยากทำ
สำหรับชื่อตอนที่หลายคนมึนงง มีแฟนหนังหลายคนขำกับชื่อนี้และมีข่าวว่าคุณเป็นคนเลือกชื่อนี้ด้วย
DC : ที่จริงผมมีส่วนในการตัดสินใจนะ มีชื่อตอนออกมาก่อน ซึ่งก็มีการแก้ไขไปมา ผมก็จำไม่ได้ว่ามีชื่ออะไรบ้าง แต่จะเป็นอะไรประมาณแนว 'The Blood On Your Face' อะไรแบบนั้น ผมรู้แค่ว่า ผมไม่อยากได้ชื่อตอนแบบ Death, Die หรือ Blood หรืออะไรแนวนี้ในชื่อหนัง เรามาเขียนชื่อลงกระดานกัน แล้วเราก็นั่งดูกันในห้อง นั่งดูชื่อตอนพวกนั้น คือถ้าดูตัวอักษร Q มันจะดูแปลกมาก พอตกลงเรื่องชื่อได้ หลายคนก็พูดว่า “โห ฟังดูยังกับแฮร์รี่ พ็อตเตอร์แน่ะ” แต่ไม่ใช่ครับ มันคือ Quantum of Solace ผมบอกว่า มันเป็นแค่ชื่อตอนหนังเจมส์ บอนด์นะ ชื่อตอนหนังบอนด์มันไม่ใช่อะไรที่มีความหมายนักหรอก Live and Let Die งี้ Octopussy งี้ มันหมายความว่ายังไง ไม่มีความหมายอะไรเท่าไหร่หรอกครับ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปกังวล
คุณรู้สึกอย่างไรกับการที่เจอมส์ บอนด์กลายเป็นตัวละครที่เป็นคนมากขึ้นในเรื่องนี้
DC : ผมหวังว่ามันจะออกมาดี คือมันก็พูดชัดๆ ไม่ได้หรอกนะ เขาเป็นสายลับ ผมว่ามันก็ค่อนข้างกดดัน เราเล่นในจุดนี้ใน Casino Royale และผมก็ไม่ต้องการจะเล่นแบบลงลึกอะไรแบบนั้น แต่หัวใจเขาแตกสลาย และเราก็ได้เห็นผู้ชายที่หมดสิ้นทุกสิ่ง ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจดี แต่ว่านั่นไม่ใช่เจมส์ บอนด์ เพราะเจมส์ บอนด์จะท้อไม่ได้ เพราะถ้าเขาท้อมันจะไม่เวิร์ค มันเหมือนกับการพึ่งพาคนที่เราไว้ใจได้แต่ไม่ใช่ และมันเป็นสิ่งที่ไม่มีในภาคแรกที่ผมอยากให้มีในหนัง
เกร็ดหนัง
- Quantum คือชื่อองค์กรที่บอนด์ต่อกรด้วย
Quantum of Solace 6 พฤศจิกายนนี้