Harry Potter and the Order of the Phoenix : Set Visit
Interview with Daniel Radcliff
แดเนี่ยล แร้ดคลิฟฟ์ โตขึ้นพร้อมกับการเป็นที่เฝ้ามองของผู้ชมนับล้านในฐานะแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ และในภาคห้านี้เขาได้พูดถึงพัฒนาการและการถ่ายทำในหนังภาคเข้มข้นอีกภาคของซีรี่ส์ชุดนี้
นี่เป็นอีกภาคหนึ่งที่มืดมนยิ่งขึ้นสำหรับตัวละครตัวนี้ แฮร์รี่มีความแค้นมากขึ้น และต้องรับมือกับอะไรหลายอย่าง อยากให้เล่าให้ฟังหน่อย
แดเนี่ยล : ผมคิดว่าแฮร์รี่ก็ผ่านอะไรต่างๆ เหมือนที่วัยรุ่นทุกคนต้องเจอนะครับ ซึ่งจะต่างกันก็ตรงที่แฮร์รี่เจอกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาจากคนที่พยายามจะฆ่าเขา (หัวเราะ) เขาจะโกรธมากขึ้นกว่าครั้งไหนๆ วันก่อนเราถ่ายฉากที่แฮร์รี่สารภาพกับซีเรียสว่าเขารู้สึกยังไง เขารู้สึกโกรธแค่ไหน และเรื่องที่ว่าเขาคิดว่าเขากำลังจะกลายเป็นคนเลว ผมคิดว่ามันมีเรื่องให้เขาต้องคิดเยอะมาก สำหรับผมในฐานะนักแสดง ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจ และคิดว่าน่าจะเป็นตัวละครที่คนดูอยากจะดู
ในภาคสี่ฉากที่ยากมากสำหรับคุณคือฉากใต้น้ำ และเรื่องการดำน้ำ ในภาคนี้มีอะไรพอจะเทียบได้กับมันไหม หรือมีอะไรที่ท้าทายบ้าง
แดเนี่ยล : ในเรื่องของอารมณ์ มันมีอะไรที่ผมต้องแสดงเยอะมากในภาคห้านี้ อย่าง ที่ชัดๆ ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับซีเรียสและปฏิกริยาของแฮร์รี่ แต่ไม่มีเรื่องของการใช้ร่างกายในกองถ่าย ถ้าจะมีก็ฉากที่ต้องเผชิญหน้ากับโวลเดอร์มอร์ต การต่อสู้ระหว่างสมาชิกภาคีนกฟีนิกซ์กับผู้เสพวิญญาณ ซึ่งรับรองว่าสุดยอดครับ
เสียดายไหมที่ไม่มีฉากควิดดิชในภาคนี้
แดเนี่ยล : ที่จริงผมไม่ค่อยเสียดายอะไรนะ เพราะการถ่ายฉากเล่นควิดดิชมันลำบากมากๆ มันเจ็บด้วยนะครับ ตอนที่ผมอ่านหนังสือแล้วเจอตอนที่บอกว่าแฮร์รี่ถูกแบนจากการเล่นควิดดิชและการแข่งถูกยกเลิก ผมแบบ “เยส” เยี่ยมเลย (หัวเราะ) แต่ผมก็หวังว่าแฟนหนังจะไม่อยากดูมันมากนัก เพราะในภาคนี้ควิดดิชจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกแล้ว แฮร์รี่เลิกเล่นควิดดิช และตกลงสู่วังวนที่ยุ่งยากกว่าเดิม
แล้วฉากแฮร์รี่กับอัมบริดจ์ล่ะ ร้ายกาจไหม
แดเนี่ยล : มากๆ เลยครับ มันทั้งมดมนแล้วก็ตื่นเต้นแล้วก็ยอดเยี่ยมมากๆ Imelda Staunton เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมชอบหนังภาคนี้ เธอเป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ
ได้ยินมาว่าตัวจริงเธอเป็นคนน่ารักมาก มันยากไหมเวลาที่ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับเธอ
แดเนี่ยล : ที่จริงนะครับ เธอเป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ คือเธอจะทำให้เราเกลียดเธอได้ทันทีในเวลาไม่กี่วินาที เธอจะเป็นตัวละครที่เลวร้ายมาก เป็นตัวละครที่น่ารังเกียจมาก ซึ่งนั่นล่ะครับ ทำให้เราเกลียดเธอได้ไม่ยากเลย
ขอถามเรื่องฉากจูบหน่อย
แดเนี่ยล : ก็เป็นเรื่องที่พูดกันในหนังสือพิมพ์ของอังกฤษมาตลอดนะครับเรื่องที่ผม (ทำท่าคำพูดว่าจูบ) มีข่าวลงว่า “ โอ้ว ผมต้องจูบเคธี่ถึงสามสิบครั้งแน่ะ” ผมก็อยากบอกให้เข้าใจว่า เวลาที่เราต้องถ่ายฉากอะไรสักอย่างที่ต้องเทคถึงสามสิบครั้งเนี่ย ก็เพราะมันต้องถ่ายกันหลายๆ มุม ซึ่งเราก็ทำแบบนั้นและมันก็สนุกดี ตอนแรกผมกับเคธี่ก็ประหม่ากันทั้งคู่ แต่พอผ่านไปสี่ห้าเทคเราก็ไม่แคร์อะไรแล้ว และมันก็ไปได้ดี
ในระหว่างการถ่ายทำ เคยต้องกลับไปอ่านหนังสือไหมเพื่อช่วยให้เข้าใจในบทดีขึ้นว่าตัวละครของเรารู้สึกยังไงในฉากนั้นๆ หรือได้ใช้สิ่งที่เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นในเล่มหกในการแสดงไหม
แดเนี่ยล : ไม่เลยครับ ผมไม่เคยทำแบบนั้นเลย ง่ายๆ เลยเพราะว่าในชีวิตคนเราไม่มีวันรู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ผมคิดว่ามันไม่ถูกหากจะแสดงโดยคิดว่าเรารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแฮร์รี่ การกลับไปอ่านซ้ำนี่ผมไม่เคยทำเลย เวลาที่ผมอ่านหนังสือมักจะเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการเตรียมงานด้านโปรดักชั่น เป็นการเตรียมตัว เพื่อที่ว่าเมื่อผมได้บทหนังมาผมจะได้อ่านและหากมีอะไรที่ถุกตัดออกไป ผมจะสามารถบอกเขาได้ว่ามีฉากนี้ที่ผมคิดว่ามันดีมากๆ และผมอยากให้มันมีในหนัง และถ้าข้อเสนอผมมันเหมาะสมและสามารถทำได้ ก็จะได้รับความเห็นชอบ การอ่านหนังสือในระหว่างการถ่ายทำคือสิ่งที่ผมไม่ทำเลย เพราะผมเองก็ยุ่งกับการอ่านบทและจำประโยคพูดอยู่แล้ว
บทสัมภาษณ์ถอดความและตัดทอนจาก comingsoon.net โดยได้รับการอนุญาติจากเวปมาสเตอร์แล้ว
Harry Potter and the Order of the เปิดตัวฉายก่อนอเมริกา 11 กรกฎาคมนี้
Harry Potter and the Order of the Phoenix : Set Visit
Interview with Rupert Grint
รูเพิร์ต กรินต์ รับบทเป็นรอน วีสลี่ย์เพื่อนคู่หูสุดฮาของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ที่มีพัฒนาการเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มาฟังเขาพูดถึงบทบาทในภาคห้ากันบ้าง
มีฉากที่โดนเล่นงานกระเด็นติดกำแพงด้วย ถ่ายทำกันยังไง
รูเพิร์ต : ใช่ (หัวเราะ) ผมว่าก็สนุกดีนะ สนุกดี ผมว่าเวลาที่เราต้องถ่ายพวกฉากสตั๊นท์แบบนี้มันสนุกดี ทีมงานจับผมแขวน ที่เขาทำคือมีคนตัวใหญ่ๆ ขึ้นบันไดสูงๆ แล้วถือเชือกที่ผูกไว้กับตัวดึงเพื่อคอยแกว่งผมกลับมา ผมก็ไม่สังเกตุหรอกว่าเขาทำแบบนั้น แต่มันก็สนุกดี
แล้วถ่ายฉากสตั๊นท์เยอะไหม
รูเพิร์ต : ก็เยอะนะครับ ฉากนั้นก็เยอะเลย แต่ก็มีอีกหลายฉากด้วย อย่างฉากขี่ตัวเธสตรอล เขาต้องทำหล่อปลาสเตอร์สำหรับทำที่นั่งขี่ตัวเธสตรอลให้ผมด้วย
ฉากที่ชอบมากที่สุดคือฉากไหน
รูเพิร์ต : ผมอยากเล่นฉากที่ขี่เธอสตรอลที่สุด แล้วก็ฉากใน Room of Requirement ก็เจ๋งมาก
ในฉากอย่างกระทรวงเวทมนตร์ ต้องถ่ายในห้องกรีนสกรีนทั้งห้องเพราะเป็นซีจีไอทั้งหมด มีปัญหาอะไรไหมเพราะมันไม่มีอะไรให้เห็นเลยตอนถ่ายทำ
รูเพิร์ต : มันก็เป็นอะไรที่ใหม่มากนะครับในการถ่ายทำ แต่เราก็เคยผ่านการถ่ายหน้าจอสีเขียวกับสีฟ้ามาแล้ว เราก็เลยคุ้นกับมันพอสมควร ซึ่งฉากนี้จะเจ๋งมากๆ ด้วย อย่างวันนี้เราถ่ายฉากฝึกการต่อสู้ ซึ่งก็น่าสนใจดี
คิดยังไงกับการที่รอนกับบทควิดดิชถูกตัดออกจากหนัง
รูเพิร์ต : มันก็น่าเสียดายมากนะครับ ผมเองก็อยากถ่ายฉากเล่นควิดดิช แต่ต่อไปมันคงจะมีนั่นล่ะ ภาคนี้ก็มีอะไรๆ ที่น่าสนใจอยู่แล้ว ผมหมายถึงเราใส่ทุกอย่างลงไปไม่ได้
เห็นว่าต้องไปเป็นแบบให้เกมตัวใหม่ด้วย
รูเพิร์ต : สุดยอดแล้ว มันแปลกมากเลยนะ การเห็นตัวเราในเกมเนี่ย ผมเล่นเป็นตัวนี้บ่อยเลย(หมายถึงเล่นเกมเป็นตัวรอน)
เจเค โรวลิ่งมาที่กองถ่าย ได้เจอเธอไหม เธอได้แนะนำอะไรเกี่ยวกับบทของคุณไหม
รูเพิร์ต : ครับ ได้เจอครับ เธอมาเยี่ยมกองถ่ายสองสามครั้ง เธอดีมากเลย เป็นคนติดดินมากๆ เราจะตื่นเต้นกันมากเวลาเธอมา พูดถึงบท เธอไม่ได้แนะนำอะไรเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าเธอพอใจนะ (หมายถึงกับการแสดงของรูเพิร์ต)
บทสัมภาษณ์ถอดความและตัดทอนจาก comingsoon.net โดยได้รับการอนุญาติจากเวปมาสเตอร์แล้ว
Harry Potter and the Order of the เปิดตัวฉายก่อนอเมริกา 11 กรกฎาคมนี้
Harry Potter and the Order of the Phoenix : Set Visit
Interview with Emma Watson
แฟนหนัง Harry Potter ได้ติดตามดูหนังชุดนี้กันมาตั้งแต่ปี 2001 และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวนักแสดงเด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นพร้อมฝีมือการแสดงที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน หนึ่งในนั้นที่ได้รับคำชมมากที่สุดก็คือสาวน้อยเอ็มม่า วัตสันนี่เอง
หนังภาคนี้มืดหม่นกว่าเดิม และรอนกับเฮอร์ไมโอนี่ก็มีปัญหากันมากขึ้นด้วย เห็นว่ามีฉากเล่นงานจนรอนติดกำแพงด้วย
เอ็มม่า : ค่ะ มีค่ะ เพราะเขาทำผิดอย่างมากที่มาทำทีท่าแบบนั้นกับเธอ เขาพูดกับเธอว่า “ฉันจะออมมือให้นะ” ในตอนที่ทั้งคู่กำลังจะดวลกัน เธอก็เลยพูดว่า “ เหรอ ได้เลย เธอตายแน่” แล้วก็เสกคาถาจนรอนกระเด็นไปติดกำแพง มันเป็นเรื่องของ เกิร์ลพาวเวอร์น่ะค่ะ ตอนนั้น ซึ่งก็มีแบบนี้หลายตอนในหนัง
เล่นหนังเรื่องนี้มาหลายภาคคิดว่ามีบุคลิกของตัวเองเข้าไปในตัวละครหรือบุคลิกของตัวละครมาเป็นส่วนหนึ่งของเราไหม
เอ็มม่า : มีหลายคนพูดแบบนี้กับฉันนะ เพราะว่าฉันทำคะแนนสอบได้ดีจริงๆ แล้วก็มีการล้อกันเรื่องนี้ในกองถ่ายด้วย แต่ฉันถือว่าเป็นคำชมนะ ฉันชอบคิดว่าเธอ(เฮอร์ไมโอนี่)เป็นตัวอย่างที่ดี จริงๆ นะ ฉันว่าเธอเท่ ฉันว่าไม่มีใครในเรื่องสู้เธอได้ เป็นฮีโร่หญิงที่ฉลาด (หัวเราะ)
นอกจากฉากที่อัดรอนติดผนังแล้วมีฉากไหนในเรื่องที่ชอบอีก
เอ็มม่า : ฉันสนุกกับฉากที่เราต้องทำท่าทางในฉากสุดท้ายที่เราต้องสู้กับพวก Death Eaters มีการออกแบบท่าทางการเคลื่อนไหวเป็นพิเศษ ฉากต่อสู้ ฉากแอ๊คชั่นต่างๆ มันน่าสนใจแล้วก็สนุกมากๆ ฉากต่อสู้ระหว่างโวลเดอร์มอร์ตกับดัมเบิลดอร์ อย่าพลาดนะคะ มันต้องเจ๋งแน่ๆ รับรองได้
เจเค โรวลิ่งส์มากองถ่ายด้วย ได้คุยกับเธอไหม
เอ็มม่า : ฉันไม่อยู่กองถ่ายวันนั้น เสียดายมาก แต่เจอเธอที่งานวันประสูติพระราชินี แล้วเราก็ได้คุยกัน
เธอได้บอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตของเฮอร์ไมโอนี่ไหม
เอ็มม่า : ไม่เลยค่ะ
แล้วคิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในเล่มสุดท้าย
เอ็มม่า : ฉันว่ามันคงต่างกันมากระหว่างสิ่งที่ฉันอยากให้เกิดขึ้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ฉันอยากจะคิดว่าเฮอร์ไมโอนี่กับรอนลงเอยกัน คือมันตั้งห้าภาคแล้วที่ทั้งคู่มีท่าที ฉันหวังว่าเธอจะได้ใช้ความสามารถ ความฉลาด ความมุ่งมั่น อะไรต่างๆ ในตัวเธอทั้งหมดในเรื่องที่สำคัญมากๆ และน่าทึ่ง (และหวังว่า) เธอจะมีงานที่ท้าทายและผลักดันเธอไปข้างหน้า
ในภาคนี้มีฉากอึดอัดๆ ระหว่างเฮอร์ไมโอนี่กับรอนไหม
เอ็มม่า : มีค่ะ มีตลอด ฉันว่าฉากที่เล่นงานรอนติดกำแพงใช่เหมือนกัน คือเธอจะเก็บมาเป็นอารมณ์แล้วคอยบ่นเขาเรื่องนี้ตลอด เป็นเหมือนกับคู่กัดกันอะไรแบบนั้นน่ะค่ะ เธอพยายามจะเล่นงานเขาอยู่ตลอด เขาก็เหมือนกัน
ร่วมงานกับนักแสดงหน้าใหม่อย่าง Imelda, Evanna เป็นไงบ้าง
เอ็มม่า : Evanna เป็นลูน่า เลิฟกู๊ดจริงๆ ค่ะ น่ากลัวมาก บอกได้เลย น่าทึ่งจริงๆ เธอน่ารักด้วยแล้วก็เป็นคนสนุกมาก ซึ่งก็ดีจริงๆ ค่ะ Imelda Staunton ( โดโลเรส อัมบริดจ์ ) ก็เป็นนักแสดงที่เก่งมาก ฉันตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับเธอ เธอทำให้ทุกคนหัวเราะได้ตลอดเลยระหว่างเทค ซึ่งก็ทำให้การทำงานสนุกค่ะ
บทสัมภาษณ์ถอดความและตัดทอนจาก comingsoon.net โดยได้รับการอนุญาติจากเวปมาสเตอร์แล้ว
Harry Potter and the Order of the เปิดตัวฉายก่อนอเมริกา 11 กรกฎาคมนี้
TRANSFORMERS : INTERVIEW WITH MICHAEL BAY
บทสัมภาษณ์ไมเคิล เบย์เจ้าของผลงานที่โลกรอคอยอยู่ในขณะนี้ ในวันที่ 16 ที่ผ่านมาเขาได้แถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น, ลอส แองเจิลลิส และได้ให้สัมภาษณ์ถึงหนังเรื่องใหม่ของเขาและการดัดแปลงการ์ตูนมาสู่ฉบับภาพยนตร์
คุณกำหนดคิดค้นโทนหนังออกมายังไงตอนแรก
เบย์ : ผมคิดว่าเป็นเพราะผมมองว่ามันเป็น Transformers นี่แหละ คือมันต้องไม่ซีเรียสมาก แต่ขณะเดียวกันมันต้องดูสมจริงด้วย ดังนั้นการมีกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันช่วยให้หนังสมจริงและสนุกมากขึ้น อย่างคนของ AWAC นั่นก็เป็นคนจริงๆ นะ ผมบอกพวกเขาว่าเรื่องมันจะเกิดขึ้นที่นี่ พวกคุณจะพูดยังไง พวกเขาก็แบบ “ดา ดา ดา ดา ดา “ ผมถ่ายภาพที่เขาพูดไว้ ผมคิดว่าผมได้ทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายของไทรีสสมจริงมากขึ้นไปอีก แล้วเขาก็พูดว่า เฮ้ย มันฟังดูจริงโคตรๆ เลย แต่มันก็ตลกดีนะ
ไทรีสบอกว่าเขาต้องวิ่งหนีรถและหลบหลีกอะไรต่างๆ และยังต้องเล่นมุกตลกไปด้วย แต่ในฐานะผู้กำกับคุณเองก็ให้ความสำคัญเรื่องอารมณ์สมจริงในหนังแอ๊คชั่นด้วย อะไรสำคัญกว่ากันหรือคุณทำให้สองอย่างนี้มาอยู่ด้วยกันอย่างไร
เบย์ : ใช่มันต้องสมจริงนะ ที่ผมทำคือเวลาที่ผมให้นักแสดงเล่นฉากแอ๊คชั่น จะมีทีมงานเล่นมุกที่เรียกว่า บาโย
คือพยายามใส่ความวุ่นวายเข้าไปอีก ซึ่งเตี๊ยมกันไว้แล้ว แต่มันจะทำให้นักแสดงตื่นกว่าเดิม นึกออกมั้ย เพราะมันจะช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นให้นักแสดง และมันเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เช่นมันอาจจะมีระเบิดเพิ่มขึ้นมาอะไรแบบนั้น และมันช่วยให้อารมณ์ของนักแสดงสมจริงมากขึ้นด้วยในฉากแอ๊คชั่น
พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับทหารในหนังหน่อยที่ว่าคุณคิดว่ามันทำให้หนังสมจริงขึ้น
เบย์ : คืองี้ มันจำเป็นต้องมีอะไรมากกว่าแค่การรุกรานของมนุษย์ต่างดาว ที่มันทำให้ดูน่าเชื่อถือ มันจะต้องมีเรื่องของกองทัพเข้ามา ผมไม่ชอบเลยตอนที่ดู Independence Day แต่มันไม่มีการสนับสนุนของกองทัพ แล้วมีรถจี๊ปไม่กี่คัน มีนั่นนิดนี่หน่อยแล้วก็มีเครื่องบินที่เป็นซีจีล้วนๆ ผมว่ามันดูไม่น่าเชื่อถือ มันจึงต้องมีความจริงเข้ามาเพื่อให้หนังเด็กๆ แบบนี้ดูน่าเชื่อถือ ผมเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทหารมาตั้งแต่ตอนถ่าย Armageddon กับ Pearl Habor อย่างคนของเพนทาก้อนก็พูดกับผมแบบติดตลกว่า นี่ถ้ามนุษย์ต่างดาวรุกรานจริงกองทัพก็ต้องเข้ามาจัดการแน่นอน ผมก็บอกว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น อย่างผมเองก็กลายเป็นว่าได้ถ่ายเครื่องเอฟ22ที่ไม่เคยถ่ายเลยด้วย ผมคิดว่ากองทัพชอบผมนะ เพราะผมนับถือพวกเขา ผมนับถือเหล่าทหาร คนเหล่านั้นที่เสียสละตนเอง พวกทหารที่อยู่รอบๆ ไทรีสกับจอชในหนังก็เป็นทหารจริง พวกเขาเป็นพวกหน่วยพิเศษ SEAL ซึ่งมันเยี่ยมมาก ผมชอบที่ได้เห็นคนที่พร้อมจะเข้าสู่สนามรบ เป็นอะไรที่เร้าใจมาก
ทีมสร้างสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์บอกว่านี่เป็นหนังแนวหุ่นยนตร์ยักษ์เรื่องแรก คุณคิดไหมว่ามันจะสร้างแนวใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์
เบย์ : ผมอยากบอกว่าหนังหุ่นยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆ มันยากมาก และไม่ใช่อะไรง่ายๆ สำหรับทีม ILM เลย มีโทรศัพท์หลายสายเข้ามาบ่นว่า เราต้องทำให้ดีกว่านี้ เราต้องทำให้ดีกว่านี้ ตลอดเวลา พวกเขาจะคิดว่ามีมาตรฐานในการทำงานอยู่แล้ว ผมเองก็ผลักดันเขาตลอด ผมจะบอกว่า ไม่ แบบนี้ไม่โอเค และเราก็ได้สิ่งที่ปเนเทคนิคทางภาพที่ยอดเยี่ยมออกมา ผมไม่อยากให้พวกหุ่นยนตร์ดูก๊องแก๊งเก้งก้าง ผมดูหนังกังฟูหลายเรื่อง ผมอยากให้พวกมันมีการเคลื่อนไหวหลายแบบ ผมเลยเอาท่าทางจากที่ผมเห็นหลายๆ อย่างเป็นคลิปให้ทีมอนิเมเตอร์ดูว่าพวกเขาจะเอาไปใช้กับหุ่นยนตร์ได้ยังไงบ้าง ถามว่าอะไรนะ (หัวเราะ)
คุณคิดไหมว่ามันจะสร้างแนวใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์
เบย์ : คิดว่านะ ถ้ามันห่วยขึ้นมา หรือถ้ามันแย่ยิ่งกว่าห่วย มันกดดันมากในการที่เราจะต้องพยายามทำให้มันเวิร์ค แถมยังมีแรงกดดันจากแฟนการ์ตูนอีก ถ้าเกิดเขาบอกว่า “คุณทำความทรงจำวัยเด็กเราพัง” หรือบอกว่า “เราไม่ชอบหน้าตาท่าทางมันเลย” อะไรแบบนั้น ผมมีหวังเอาปืนจ่อหัวตายแน่
คุณควบคุมการทำงานยังไงเมื่อขึ้นอยู่กับการทำงานกับสปีลเบิร์กและยังมีแรงกดดันจากแฟนการ์ตูน
เบย์ : ผมทำหนังของผมเองนะ ผมไม่เคยให้ใครมาสั่งว่าต้องทำยังไง ผมเองได้แรงบันดาลใจจากสปีลเบิร์กตลอด แลพผมเองก็ไม่ใช่แฟนการ์ตูน Transformers ตอนที่ของเล่นชุดนี้ออกมา ผมโตเกินกว่าจะเล่นแล้ว ตอนนั้นผมสนใจสาวๆ มากกว่า อ๊อพติมัส ไพร์ม แต่ผมกลายมาเป็นแฟนหลังจากที่ได้ไปที่แฮสโบร ที่เขาพูดถึงโรงเรียนทรานสฟอร์เมอร์ ตอนแรกผมคิดว่ามันอะไรกันหว่า ผมนึกว่าผมต้องไปเรียนพับหุ่นยนตร์อะไรแบบนั้น แต่ผมได้พบกับซีอีโอของที่นั่นพูดคุยเรื่องทรานสฟอร์เมอร์ ผมเองได้รับการทาบทามให้กำกับหนังซูปเปอร์ฮีโร่หลายเรื่อง แต่ไม่มีเรื่องไหนน่าสนใจสำหรับผม เพราะผมเองเป็นแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น ผมเกิดไอเดียว่าถ้าผมทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงขึ้นมา มันน่าจะมีอะไรแปลกใหม่ขึ้น แล้วผมก็กลายเป็นแฟนตัวจริงของทรานสฟอร์เมอร์ไปเลย แต่ผมก็พยายามทำหนังเรื่องนี้สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนของทรานสฟอร์เมอร์ด้วย ผมพยายามทำให้มันเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
ผมมองว่าเราทำหนังที่อิงไอเดียจากของเล่น และแฟนการ์ตูนที่ปัจจุบันที่บางคนก็อายุ 40 กันแล้ว และเรื่องที่ว่าหนังจะส่งผลอย่างไรกับเด็กๆ อีก เพราะงั้นผมจึงทำอย่าง smooth ที่สุด
เคยมีคนบอกว่าคุณไม่เหมาะจะทำ Transformers เพราะคุณไม่ได้เป็นแฟนการ์ตูน
เบย์ : ตอนนี้ผมกลายเป็นแฟนตัวจริงไปแล้ว ผมสามารถพูดได้ว่าผมเป็นคนที่คิดเรื่องหุ่นยนตร์มกกว่าใครในโลกนี้ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมานี่ ที่จริงผมคิดว่าการไม่ได้เป็นแฟนการ์ตูนผมจะทำหนังที่เข้าถึงคนหมู่มากได้มากกว่า ฟังดูมีเหตุผลไหม อย่างเมกาทรอนเป็นปืนเนี่ย ผมไม่เก็ทนะ ผมดูในเวปต่างๆ มีคนต่อว่าผมเยอะมาก ทั้งที่บอกว่า คุณทำความทรงจำวัยเด็กเราพัง หรือ ไมเคิล เบย์ นายมันห่วย เราจะประท้วงที่ออฟฟิศนาย แล้วพวกเขาก็มาประท้วงจริงๆ นะ มีคนขู่ฆ่าด้วยนะ ผมวิตกไปเลย แต่ผมก็มาคิดว่า ผมควรฟังที่แฟนๆ พูดถึง จริงๆ นะ ผมอยากได้ความเห็นจากพวกเขา แต่ผมก็ยังทำหนังของผม และผมก็ใส่เปลวไฟลงบนอ๊อพติมัสด้วย
ซึ่งก็ช่วยนะ เพราะเวลาสู้กันเราสังเกตุเห็นอ๊อพติมัสได้ง่าย
เบย์ : เห็นเหรอ ขอบคุณครับ
แต่คุณทำปากให้มันด้วย
เบย์ : คือเราศึกษาเรื่องโครงสร้างใบหน้ากันเยอะมาก และการทำให้มันมีอารมร์มันยากมากถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวแบบนั้น เราลองทำแบบเรียบๆ แต่มันก็ดูไม่ใช่
มีข่าวว่าจะมี Transformers 2 ถ้าเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลายคนคาดว่าดังแน่ คุณจะกลับมากำกับภาคสองไหมและคิดว่าจะเอาหุ่นตัวไหนเข้ามาเพิ่ม
เบย์ : ผมมีไอเดียเจ๋งๆ ที่อยากใส่ลงไปในหนังเรื่องนี้เยอะมาก แต่มันใช้เงินเยอะมากเช่นกัน แต่มันก็จะเจ๋งมากๆ แต่สตีเว่นพูดถูกเขาบอกว่า ไม่ เราไม่ควรทำอย่างนั้น เราไม่ควรมีหุ่นยนตร์มากเกินไป เพื่อเราจะได้โฟกัสที่ตัวหลักได้มากขึ้น ผมเองคิดว่าอยากจะใส่หุ่นยนตร์เข้าไปให้มากกว่านี้อีก แต่สตีเว่นบอกว่าเราควรทำแบบ ห้าต่อห้า หรือห้าต่อหกก็พอ ซึ่งมันก็ดีเลยที่เราลดสเกลลงมา
แล้วคุณจะกลับมาทำภาคต่อไหม
เบย์ : ผมอยากจะพักก่อนนะ ก็ถ้ามีพล็อตเรื่องดีๆ ก็น่าสนครับ
Transformers เปิดศึกมหาวิบัติจักรกลสังหารถล่มจักรวาล ก่อนอเมริกา 28 มิถุนายนนี้
Transformers, More Than Meets The Eye
Transformers นั้นเป็นการ์ตูนชุดที่ดัดแปลงจากของเล่นของค่ายฮาสโบร โดยผูกเรื่องของดาวเคราะห์ชื่อไซเบอร์ตรอนที่แบ่งฝ่ายมนุษย์ต่างดาวออกเป็นหุ่นยนตร์สองพวกคือ ออโต้บ็อตที่นำโดยอ๊อพติมัสและดีเซ็ปติคอนนำโดยเมกาทรอน โดยหุ่นเหล่านี้สามารถ แปลงร่าง รูปร่างของตนเองเป็นร่างพาหนะอาทิ รถ, เครื่องบิน, หรือแม้แต่ร่างสัตว์ก็ได้ สำหรับ Transformers ฉบับภาพยนตร์นั้นเปลี่ยนรูปแบบหุ่นยนตร์ดั้งเดิมจากซีรี่ส์การ์ตูนไปหลายอย่าง และไม่มีหุ่นมากอย่างที่ผู้กำกับตั้งใจในตอนแรก ตามที่ผู้กำกับบอกไว้ว่าเขาตั้งใจที่จะให้มีหุ่นยนตร์เยอะๆ แต่ผู้อำนวยการสร้างสปีลเบิร์กบอกว่าให้มีหุ่นไม่มากดีกว่าเพื่อประหยัดงบและจะได้โฟกัสเรื่องราวเฉพาะเป็นตัวๆ ไป หุ่นยนตร์ในหนังอาจจะไม่เหมือนกับในการ์ตูนที่แฟนๆ คุ้นตา และยังมีการดัดแปลงโฉมหน้ากันใหม่หมดอีกด้วย ก็มาดูกันดีกว่าว่าตัวไหนเป็นตัวไหนเปลี่ยนไปอย่างไร
Autobots ฝ่ายธรรมะ
Optimus Prime
ในซีรี่ส์การ์ตูน Transformers นั้น อ๊อพติมัส ไพร์ม เป็นหุ่นผู้นำของกลุ่มหุ่น Autobots ที่ทำการต่อกรกับหุ่น Decepticons และ อ๊อพติมัส ไพร์ม เป็นหุ่นตัวเดียวที่กล้าต่อสู้กับ เมกาทรอน และพรรคพวก อ๊อพติมัสตั้งใจไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องกู้คืนดาวบ้านเกิดไซเบอร์ทรอนกลับมาให้ได้ และยังเป็นห่วงในความปลอดภัยของมนุษย์โลกด้วย อ๊อพติมัสพยายามอย่างยิ่งยวดในการยับยั้งการรุกรานออโต้บ็อตซิตี้จากพวกของเมกาทรอน และยังถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องมนุษย์อีกด้วย แต่ความพยายามของเขาจะต่อกรกับเหล่าร้ายซึ่งไร้ความปราณีของเมกาทรอนได้หรือไม่ แต่ด้วยความฉลาดและพลังที่เขาได้รับจากออโต้บ็อตเมทริกซ์ทำให้ อ๊อพติมัสกลายเป็นผู้นำของเหล่าออโต้บ็อตที่จะต่อสู้กับพวกดีเซ็ปติคอนเพื่อปกป้องและฟันฝ่าช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไปให้ได้
Alternate Mode : รถบรรทุกพ่วงเทรลเลอร์
Bumblebee
เป็นออโต้บ็อตที่ตัวเล็กที่สุดในซีรี่ส์การ์ตูน (แต่ในหนังดูไม่เล็กเลย) มักจะรับหน้าที่ในภารกิจที่ต้องใช้ความตัวเล็กให้เป็นประโยชน์ ในซีรี่ส์การ์ตูนบัมเบิลบีมีหน้าที่ต้องออกตามหาแหล่งพลังงานที่หายไปจากดาวบ้านเกิดไซเบอร์ตรอน และเดินทางไปยังดาวดวงอื่นเพื่อหาแหล่งพลังงานใหม่ จนในที่สุดตกมายังโลก และได้พรางตัวร่วมกับไออ้อนไฮด์จนค้นพบแผนการร้ายของพวกดีเซ็ปติคอน
Alternate Mode : โฟล์คสวาเก้น บีทเทิ่ล (ในหนังเปลี่ยนเป็นรถเชฟโรเล็ตคามาโร่แทน)
Jazz
หุ่นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี (อย่าเพิ่งงง) แจ๊สมีความสามารถในการใช้เสียงหลอกล่อคู่ต่อสู้ให้สับสนได้ แจ๊สถือเป็นมือขวาของอ๊อพติมัสในการต่อกรกับพวกดีเซ็ปติคอน ในซีรี่ส์การ์ตูนนั้นแจ๊สเป็นหุ่นที่ติดตามอ๊อพติมัสในภารกิจหนึ่งซึ่งถูกโจมตีจากพวกเมกาทรอน และตกลงบนโลก แจ๊สจัดเป็นตัวละครตัวหนึ่งในซีรี่ส์ที่แฟนๆ รู้จักเป็นอย่างดี เอกลักษณ์โดดเด่นของแจ๊สคือความทันสมัยและเท่ เฉียบขาดกว่าใคร
Alternate Mode : พอร์ช 935 เทอร์โบ
Ironhide
ไออ้อนไฮด์เป็นหุ่นสุดอึดแต่หุนหันพลันแล่น ในซีรี่ส์การ์ตูนถูกอ๊อพติมัสเรียกมาเพื่อต่อกรกับพวกดีเซ็ปติคอน และมักมาเป็นกำลังเสริมให้กับอ๊อพติมัส ในซีรี่ส์การ์ตูนนั้นไออ้อนไฮด์เป็นบอดี้การ์ดของอ๊อพติมัส มักมีหน้าที่ในการขนส่งและการทำงานในเขตก่อสร้าง โดยมากมักต่อสู้เดี่ยวโดยไม่มีอ๊อพติมัส โดยทำตามคำสั่งของอ๊อพติมัสเช่นเดียวกับแจ๊ส และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมนุษย์
Alternate Mode : นิสสัน วันบอกซ์ วาแน็ต (ในหนังเปลี่ยนเป็นรถปิ๊คอัพ จีเอ็มซี ท็อปคิก ซีสี่พันห้า)
DECEPTICON ฝ่ายอธรรม
Megatron
เมกาทรอนเป็นหุ่นที่แข็งแกร่งด้วยพละกำลังและมีทักษะทางทหาร ทั้งร้ายกาจและน่ากลัว หลังจากยึดครองโลกไซเบอร์ตรอนได้และมีชัยชนะเหนือพวกออโต้บ็อต เมกาทรอนวางแผนเข้ายึกครองโลกเป็นลำดับต่อไป โดยหมายจะยึดเอาแหล่งพลังงานบนโลกมาใช้ เมกาทรอนแข็งแกร่งและฉลาดหลักแหลม สามารถยิงปืนใหญ่นิวเคลียร์ได้ ซึ่งเป็นอาวุธที่เชื่อมต่อกับขุมพลังจากหลุมดำ เมื่อพลังเต็มพิกัดปืนใหญ่สามารถทำลายเหล่าทรานสฟอร์เมอร์ได้ในนัดเดียว ทำให้เมกาทรอนเป็นหุ่นดีเซ็ปติคอนที่ยากจะเอาชนะได้
Alternate Mode : วอลเตอร์ พี 38 (ในซีรี่ส์การ์ตูนเป็นปืนแต่ในหนังเปลี่ยนเป็นเครื่องเจ็ท,รถถังและปืนใหญ่)
Starscream
สตาร์สครีมหมายจะแย่งตำแหน่งผู้นำของดีเซ็ปติคอนจากเมกาทรอน สตาร์สครีมเป็นดีเซ็ปติคอนที่โหดร้าย เลือดเย็นและอันตราย มักคิดว่าตนเองฉลาดที่สุดในหมู่ดีเซ็ปติคอน สตาร์สครีมคิดว่าดีเซ็ปติคอนควรสนใจกับเรื่องความสามารถและความเร็วของตนเองมากกว่าจะต่อกรกับพวกออโต้บ็อต สตาร์สครีมเป็นหุ่นที่บินได้เร็วที่สุดถึงมัค 2.8 สามารถยิงระเบิดคลัสเตอร์และรังสีที่สามารถระงับการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า สตาร์สครีมเป็นหุ่นที่เก่งกาจแต่ก็มั่นใจในตัวเองมากเกินไป
Alternate Mode : เครื่องบินรบเอฟ 5 อีเกิ้ล
Blackout
แบล็คเอาท์เป็นหุ่นยนตร์รบที่มีร่างเดิมเป็นรถถังฐานยิงจรวด มีความสามารถในการใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับและกำหนดเป้าหมาย แบล็คเอาเป็นหุ่นที่ก้าวร้าว ความเป็นตัวของตัวเองทำให้ไม่ยอมฟังคำสั่งใครแม้แต่เมกาทรอน จนโดนเมกาทรอนลงโทษอยู่หลายครั้ง
แบล๊คเอาท์จะไม่ยอมฟังคำสั่งหากคำสั่งนั้นไม่มีผลประโยชน์กับตนเอง เป็นหุ่นที่มีอาวุธหนักและแข็งแกร่งด้านสรีระมากๆ
Alternate Mode : บอมเบอร์เจ็ท ( ในหนังเปลี่ยนเป็นเฮลิคอปเตอร์ )
Frenzy
เป็นหุ่นยนตร์ที่กระหายสงครามอย่างมาก เฟรนซี่ชอบการทำลายล้าง เป็นหุ่นที่ยากต่อการควบคุม แต่เหมาะกับการออกโจมตีอย่างยิ่ง เฟรนซี่มีอาวุธเป็นคลื่นเสียงมีเสียงร้องที่สั่นสะเทือนคู่ต่อสู้ได้ และมีเสียงระดับสูงถึง 200 เดซิเบลสามารถหยุดกระแสไฟฟ้าของคู่ต่อสู้ได้ ส่งผลให้อุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์ทำงานล้มเหลว
Alternate Mode : เทปคาสเซ็ท (ในหนังเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ซีดีและเครื่องบิน)
*นอกจากหุ่นยนตร์ที่ยกมาพูดถึงในนี้แล้ว ยังมีหุ่นอีกมากในหนังอย่าง Ratchet, Bonecrusher, Barricade และ Skorponok ด้วย
TRANSFORMERS เปิดศึกมหาวิบัติจักรกลถล่มจักรวาลก่อนอเมริกา 28 มิถุนายนนี้
ทายนิสัยจากรสชาติโดยเจ้าหนู Ratatouille จ้า
รสชาติอาหารที่คุณกินทายนิสัยให้คุณได้ และเจ้าหนูกุ๊กมือหนึ่งของฝรั่งเศสตัวนี้จะบอกคุณว่ารสชาติที่คุณชอบบ่งบอกตัวคุณอย่างไร
สำหรับคนชอบรสจืด เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ว่านอนสอนง่าย ใครว่าไงว่าตาม พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ มีแค่ไหนใช้แค่นั้น ไม่ค่อยขวนขวายกระตือรือร้นจนเกินตัว อยู่ง่าย กินง่าย แต่งตัวก้อง่ายๆ สบายๆ แต่ข้อเสียคือ เป็นคนขี้ใจน้อย ขี้สงสาร ใจอ่อน มักจะโดนคนอื่นหลอกอยู่บ่อยๆ
ถ้าชอบรสหวานล่ะก้อ แสดงว่าคุณเป็นคนใจบุญ สงสารคนไปทั่ว อารมณ์ดี ร่าเริงสดใส จนบางครั้งดูเหมือนเกินๆ ไปนิด ชอบกีฬา โปรดปรานเสียงเพลงเป็นที่สุด ส่วนด้านความรักเป็นคนรักง่ายหน่ายเร็ว เบื่อง่าย แต่ถ้ารักใครก็รักจริง ( เอ๊ะ ยังไง ) เป็นคนขี้หึงสุดๆ ข้อเสียคือ เป็นคนที่มีจิตใจโลเล ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเอง และมักจะเป็นคนช่างฝัน
คนชอบรสเค็มนี่ เป็นคนมักได้ เป็นคนตระหนี่สุดๆ แต่งตัวปอนๆ แต่จะเป็นคนขยันทำงาน เก็บเงินเก่ง ด้านความรักก้อ เป็นคนที่รักใครแล้วจะเก็บไว้ในใจ เป็นคนรักความสงบ ไม่ชอบคบค้าสมาคมเพราะขี้เกียจปวดหัวจ้ะ
คนชอบรสเปรี้ยว (อย่างผม อิอิ) เป็นคนชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกระดับ ออกไปทางสังคมจัด ช่างพูดช่างเจรจา ชอบวางตัวเด่นจนเกินหน้าเกินตาคนอื่น (อุ่ยไม่จริง) เป็นคนหาเงินเก่ง เก็บเงินเก่งพอสมควร (เริ่มไม่แม่นแระ) ชอบทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน ก็เลยทำอะไรไม่ค่อยจะสำเร็จนัก (อุ่ย) และไม่ชอบงานที่ออกแรงเยอะ (เออ จิง)
คนที่ชอบรสเผ็ด เป็นคนเฉียบขาด อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง โกรธง่ายหายเร็ว ปากร้ายใจดี ฉลาดทันคน พูดจาตรงไปตรงมา เป็นคนอดทน เพียรพยายามสูง และจะไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับใคร ถ้าลองได้รักใครแล้วก็ทุ่มสุดตัวเหมือนกันนะ
RATATOUILLE เปิดครัว 26 กรกฎาคมนี้จ้า
คลิ้กที่ภาพเพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้จ้ะ
Shrek 3 : Interview with Antonio ‘Puss in Boots’ Banderas
กว่า 17 ปีในวงการฮอลลีวู้ด พระเอกแอนโตนิโอ แบนเดอราสผ่านบทมากมายหลากหลายทุกรูปแบบทั้งแอ๊คชั่นทั้งละครเพลง แต่บทบาทที่เผยเสน่ห์ใหม่ของเขากลับกลายเป็นการให้เสียงพากย์เจ้าแมวสุดกวนในภาพยนตร์การ์ตูนสามมิติเรื่อง Shrek 2 นี่เอง ส่งให้เขาเป็นขวัญใจผู้ชมในวงกว้างขึ้นอย่างที่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึง พระเอกหนุ่มให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดีถึงบทบาทน่ารักๆ ที่แย่งซีนตัวละครอื่นๆ มาแล้ว
Antonio : เหมือนมาคัดตัวเลยนะ มีอะไรที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับเจ้าแมวนี่กันล่ะ
ทีมงานติดต่อคุณอย่างไรในการให้คุณมาพากย์เป็นเจ้าแมวตัวนี้ แล้วการเริ่มต้นงานพากย์กับตัวละครตัวนี้เป็นยังไง
Antonio : ผมคิดว่าเป็นที่ความที่เขาต้องการใช้เสียงผมนะ ผมว่ามันแปลกดีที่ผมเองได้รับการยอมรับจากผู้ชมอเมริกัน จากสำเนียงของผมและเอกลักษณ์ของผมในตอนนั้น ผมว่ามันเป็นการล้อเลียนบทบาทของผมใน Zorro นะ ระหว่าง Zorro กับ Puss in Boots เนี่ย ผมคิดว่าการที่เราจะได้หัวเราะกับอะไรที่เราทำมันน่าสนุกดี ผมดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมภาพยนตร์เรื่องนี้ เวลาที่เราบันทึกเสียงพากย์เราจะถูกบันทึกท่าทางลงไปด้วย
พวกนักวาดการ์ตูน ( อนิเมเตอร์) จะต้องการดูท่าทางของเราเพื่อนำไปใช้ในการสร้างตัวละคร ไม่ว่าจะท่าทางแบบนี้ ( ทำท่าจับขอบหมวกแล้วลูบขอบปีกหมวก ) ท่าทางเวลาที่ผมใช้ดาบ เพราะเวลาพากย์เราจะทำท่าทางไปด้วย ไม่ใช่ว่าเราแค่พูดหน้าไมค์ แต่เราแสดงไปด้วย เวลาพากย์เราจะลองพูดแบบอื่นๆ ไปด้วยในประโยคเดียวกันเพื่อสร้างความเป็นไปได้ให้มากที่สุดว่ามันจะสนุกได้แค่ไหน เช่นผมอาจจะลองพูดประโยคเดียวกันนี้หลายๆ แบบ แล้วบอกพวกเขาว่า เป็นผมจะพูดแบบนี้นะ หรือไม่ก็ ถ้าพูดแบบนี้ล่ะ ตลกขึ้นไหม
ตอนที่คุณได้ดูเจ้าแมวบนจอหนังครั้งแรก คุณรู้สึกยังไง
Antonio : แปลกมาก แปลกมาก แปลกมาก คือผมดูแมวตัวนี้เหมือนมองตัวเองไปด้วย คืออะไรที่เราทำมันอยู่ในตัวละครหมด ทั้งท่าทางหน้าตา ( แอนโตนิโอ้ทำท่าตาหวานแบบเจ้าแมว) ผมทำแบบนั้นนะ แม้แต่ท่าทางเดินของมัน ตลกดี เพราะบางทีมันก็ดูท่าทางเหมือนซอร์โร เป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก โดยเฉพาะด็องกี้ เอีดดี้ เมอร์ฟี่ พูดกับผมตลอดว่า “ รู้มั้ย บางทีเวลาผมดูหน้ามันในจอผมมองเห็นตัวเอง “
คุณเคยทำตาหวานแบบเจ้าแมวไหม
Antonio : ก็พยายามทำนะ แต่มันไม่ได้ผล ในภาคสามนี่มันก็ทำอีกแต่เพื่อนๆ มันรู้แกวหมดแล้ว มันพยายามใช้วิธีนี้กับเชร็คในตอนต้นเรื่อง แต่ปรากฏโดนจับโยนออกมานอกห้อง มันพยายามจะนอนในห้องที่สวยงามและแสนสบายแต่เชร็คบอกว่า ไม่ได้ มันเลยต้องออกไป มันเลยทำตาแบบนั้นอยู่นอกหน้าต่างแต่เชร็คปิดม่านใส่มันแทน บอกว่า อย่า นายทำแบบนั้นไม่สำเร็จหรอก
คุณเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าคุณเกลียดเจ้าแมวตัวนี้เพราะสาวๆ ชอบมันมากกว่าคุณ
Antonio : ใช่ ก็จริงนะ แต่ผมก็พูดเล่นอ่ะนะ (หัวเราะ) ที่จริงผมชอบตัวละครตัวนี้มากเลย มันน่าสนใจมากเพราะผมเคยได้ยินแม่เด็กบอกลุกๆ ว่า ดูนั่นสินั่นพุซอินบู้ทแน่ะ เด็กๆ จะมองผมแล้วพูดว่า ไม่ใช่พุซอินบู้ทนี่นั่นพ่อของพวกสปายคิดส์ ( หัวเราะ ) บางทีจะมีคนพูดกับผมว่า ช่วยพูดอะไรกับเด็กๆ หน่อย ผมก็จะ ทักเด้กๆ ว่า หวัดดี เด็กๆ ก็จะตาโตหันไปบอกแม่ โอ้ แม่ นั่นพุซอินบู้ทจริงๆ ด้วย (หัวเราะ) ผมก็พูดตลกๆ ไปงั้นล่ะนะ แต่มันก็จริงด้วย เมื่อก่อนสาวๆ จะทักผมว่า โอ้ เราชอบคุณในบทซอร์โรมาก คุณดูเท่จริงๆ แต่เดี๋ยวนี้จะพูดกันว่า เรารักคุณเจ้าเหมียว ( หัวเราะ )
เห็นว่าจะมี Shrek 4 ด้วยในปี 2010 ว่าแต่มีอะไรมากกว่านั้นอีกไหม
Antonio : การ์ตูนชุด Shrek มีทั้งหมดห้าภาคครับ ( โห / ผู้แปล ) และในระหว่างภาค 4 กับ 5 จะมีหนังของ Puss in Boots The Story of Ogre Killer ผมไม่รู้ว่าคุณสังเกตไหม แต่ด็องกี้ไม่มีหนังของตัวเองนะ ( หัวเราะ ) ซึ่งทั้งหมดจะมีเท่านั้นครับ เท่าที่เรารู้ตอนนี้ ผมเองไม่รู้ว่าในอนาคตตัวละครเหล่านี้จะเป็นยังไง แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ก็มีสี่ภาคแน่ๆ ซึ่งทีมงานก็มีไอเดียสำหรับภาคห้าด้วย ผมคิดว่าหนังไปได้ดีในตลาดอเมริกาและตลาดต่างประเทศ ดังนั้นหนังก็น่าจะมีภาคห้าแน่ๆ ไงก็ตาม ธุรกิจหนังมันไม่แน่ไม่นอนอ่ะนะ
แล้วจะมีบทของคุณในหนังภาคห้าไหม ทีมงานบอกคุณหรือยังว่าคุณจะมีบทในภาคห้า
Antonio : ครับ ก็ที่จริงในภาคห้า ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะ ผมจะต้องเล่นเป็นสองคาแร็คเตอร์ ผมจะเล่นเป็นพุซกับแมวตัวร้ายอีกตัวที่เป็นพี่น้องของพุซเป็นแมวดำ มันจึงเป็นโอกาสที่จะทำเสียงพากย์ที่แตกต่างออกไป ( ทำสำเนียงอเมริกัน) “ ไงพวก เป็นไงบ้าง “ อะไรแบบนั้นมั้งครับ เพราะงั้นมันคงสนุกมาก หากได้ทำจริงๆ นะ ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง แต่ผมคิดว่าคงได้ทำแน่ๆ สักวันนึง ตัวละครตัวนี้เป็นด้านมืดของครอบครัว เป็นแกะดำ เข้ามาเผชิญหน้ากับพุซพี่น้องของมัน แต่ก็อย่างว่า เรายังไม่รู้ว่าถึงเวลาแล้วมันจะเป็นยังไงแน่
SHREK 3 เปิดตัวฉาย 7 มิถุนายนนี้จ้า
ถอดความและตัดตอนจากบทสัมภาษณ์ของ Antonio Banderas ใน Comingsoon.net
His Dark Materials : The Golden Compass
หนังสือเล่มแรกในซีรี่ส์ชุด His Dark Materials ของ Phillip Pullman ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และกำลังจะลงโรงฉายในบ้านเราราวๆ เดือนธันวาคมนี้นั้น เป็นเรื่องการผจญภัยของเด็กหญิงไลร่าในโลกแห่งหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรกับโลกของเรา ทว่า สิ่งที่โลกของเราไม่มีก็คือสัตว์ภูติ (DaeMon) ที่อยู่เคียงข้างคนในโลกคู่ขนานกับโลกของเรา ไลร่าได้รับเข็มทิศพิเศษซึ่งโชคชะตาได้นำพาให้เธอต้องออกผจญภัยโดยหวังจะช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัว จนทำให้เธอได้พบกับเรื่องราวที่เธอไม่คาดฝัน อันนำไปสู่ความลับและการผจญภัยยิ่งกว่าที่เธอจะคาดคิด
หนังชุด His Dark Materials นี้ แบ่งออกเป็นสามตอนตามหนังสือสามเล่มคือ The Golden Compass, The Subtle Knife และ The Amber Spyglass โดยได้นักแสดงนำอย่าง Nicole Kidman, Daniel Craig และ Eva Green มารับบทนำ ร่วมด้วยเด็กน้อยหน้าใหม่อย่าง Dakota Blue Richards
The Golden Compass เปิดตัวฉายธันวาคมนี้
Pirates of the Caribbean Timeline
อันตราย บทความจะบอกความลับในหนังจ้ะ
ก่อนจะไปล่องเรือท่องสมุทรกับเหล่าโจรสลัดและการต่อสู้เพื่อดำรงไว้ซึ่งการคงอยู่ของโจรสลัดผู้รักเสรี ใครหลายคนคงสงสัยถึงที่มาที่ไปของกัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์สุดเซอร์และเหล่าศัตรูตัวฉกาจทั้งหลายของเขาว่าแท้จริงแล้วเบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึกมันมีอะไร เราได้นำความเป็นมาทั้งหมดในโลก Pirates of the Caribbean มาไว้ที่นี่แล้วครับ ก่อนที่จะไปดูบทสรุปสุดระทึกใจใน Pirates of the : At World’s End ปิดฉากมหาสงครามโจรสลัดเจ็ดคาบสมุทร
เหตุการณ์ก่อนหน้า The Curse of the Black
200 ปีก่อนเรื่องราวใน The Curse of the Black Pearl ชาวแอ๊ซเท็คได้มอบเหรียญทอง 882 เหรียญให้แก่เฮอร์นัน คอร์เทซ แต่คอร์เทซได้ปล้นสะดมไม่หยุดหย่อน ทำให้เทพเจ้าแอ๊ซเท็คได้สาปสมบัติเหล่านั้น คอร์เทซนำสมบัติมาไว้ที่อิสลา เดอ มอร์ต้า เวลาเดียวกันนั้น เดวี่ โจนส์ ได้เอาหัวใจออกมาใส่หีบฝังไว้ที่อิสลา ครูเซ่
ต่อมาไม่สามารถกำหนดเวลาได้
ในช่วงนี้เองที่ เฮ็คเตอร์ บาบอสซ่า เกิดที่เวสต์คันทรี่ ประเทศอังกฤษ
แจ๊ค สแปร์โรว์ เกิดบนเรือในระหว่างเกิดพายุไต้ฝุ่นใกล้ชายฝั่งอินเดีย
เรือ Wicked Wench ถูกสร้างขึ้นที่โรงต่อเรืออีไอทีซีในอังกฤษ
20 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Black
วิล เทอร์เนอร์ เกิดในอังกฤษ
เอลิซาเบ็ธ สวอนเกิดในอังกฤษ
12 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Black Pearl
ลอร์ดคัทเลอร์ เบ็กเก็ตส่งแจ๊ค สแปร์โรว์ไปส่งสินค้าของอีสต์ อินเดียนกัมปะนี แจ๊คพบว่าสินค้าเหล่านั้นเป็นทาสจึงได้พาพวกเขาไปส่งที่อัฟริกา คนของเบ็กเก็ตเผาเรือ Wicked Wench ของแจ๊ค และตีตราตัวอักษร P
แจ๊คได้ทำสัญญากับ เดวี่ โจนส์เพื่อกู้เรือที่พัง โจนส์ได้กู้เรือให้ และแจ๊คได้ตั้งชื่อใหม่ว่า Black Pearl และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน แจ๊คจะได้เป็นกัปตันเรือไป 13 ปี และจะต้องมอบวิญญาณแก่โจนส์หรือหาทางชดใช้หนี้ให้ได้
10 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Black Pearl
บาบอสซ่าต้นหนของแจ๊คได้ก่อกบฎและทิ้งให้แจ๊คอยู่บนเกาะร้างโดยมีเพียงปืนคู่ใจกระบอกเดียว แถมมีกระสุนนัดเดียวอีกต่างหาก แจ๊คอยู่บนเกาะแห่งนี้สามวันก่อนจะมีพวกลักลอบขนสินค้าเถื่อนมาช่วย ด้านบาบอสซ่าและลูกเรือก็ต้องคำสาปหลังจากไปเอาทองแอซเทคที่อิสลา เดอ มอร์ต้า ส่วนบู้ทสแตร็ปบิล เทอร์เนอร์ ลูกเรือคนเดียวที่ปกป้องแจ๊คตอนที่ถูกก่อกบฎก็ได้ส่งสมบัติชิ้นหนึ่งให้ภรรยาและลูกของเขาที่อังกฤษเพื่อเป็นการลงโทษลูกเรือที่เหลือที่ก่อกบฎ บู้ทสแตร็ปบิลถูกจับผูกเข้ากับปืนใหญ่แล้วถ่วงลงทะเล ด้วยเหตุที่เขาต้องคำสาปทองแอซเทค เขาจึงยังไม่ตาย เทอร์เนอร์ได้ขอให้เดวี่ โจนส์ช่วยแลกกับการทำงานบนเรือฟลายอิ้งดัทช์แมน 100 ปี
8 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Black Pearl
เวเธอบี้ สวอนน์ได้รับตำแหน่งผู้ว่าการ ( สมัยนั้นเรียกข้าหลวง ) ของพอร์ท รอยัล
แม่ของวิล เทอร์เนอร์เสียชีวิต วิลได้ออกเดินทางท่องแคริบเบียนในเรือพ่อค้า โดยหวังจะตามหาพ่อ แต่เรือถูกเรือ Black Pearlโจมตีจนจมลง ด้านเอลิซาเบ็ธ สวอนน์และพ่อของเธอก็ล่องเรือ HMS Dauntless จากอังกฤษมาสู่พอร์ท รอยัล ในระหว่างการเดินทาง พวกเขาช่วยชีวิตเด็กชาย วิล เทอร์เนอร์ ที่ลอยมากับซากเรือแตก ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากการโจมตีของโจรสลัด
7 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Black Pearl
แจ๊คได้รับเข็มทิศจากเทีย ดาลมา
ต่อมาไม่สามารถกำหนดเวลาได้
แจ๊คเข้าชิงเรือจากนาสซอโดยไม่ได้ใช้ปืน
โจซามี กิ๊บบ์ออกจากราชนาวีมาเป็นโจรสลัด
Pirates of the Caribbean : The Curse of the Black
แจ๊คเดินทางมาถึงพอร์ท รอยัลและถูกจับกุม ในตอนนั้นเรือ Black Pearl มาถึงท่าและเข้าโจมตีพอร์ท รอยัล บาบอสซ่าจับตัวเอลิซาเบ็ธไปเป็นตัวประกัน วิลมาช่วยปล่อยแจ๊คออกจากคุกและร่วมมือกันขโทยเรือ Intercepter เพื่อออกตามหาเอลิซาเบ็ธ ส่วนผู้การนอร์ริงตันก็ได้ออกจากพอร์ท รอยัลเพื่อตามหาเอลิซาเบ็ธเช่นกัน
แจ๊คและวิลแวะทอร์ทูก้า ได้พบกับกิบบ์และหาลูกเรือ เรือทั้งสามลำมาพบกันที่อิสลา เดอ มอต้าและบาบอสซ่าถูกฆ่า ลูกเรือออกเดินทางโดยไม่มีแจ๊ค ส่วนแจ๊ค วิล และเอลิซาเบ็ธเดินทางกลับมายังพอร์ท รอยัลโดยเรือ Dauntless แจ๊คถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ แต่ได้รับการช่วยเหลือจากวิลและเอลิซาเบ็ธ
แจ๊คและลูกเรือออกเดินทางด้วยเรือเพิร์ล ด้านกัปตันนอร์ริงตั้นก็ออกติดตามแจ๊คด้วยความแค้น
หลังจากเหตุการณ์ใน Black Pearl และก่อนเหตุการณ์ใน Dead Man’s Chest
ลูกเรือ Black Pearl ถูกคุมขังที่พอร์ท รอยัล หลายคนถูกแขวนคอ น้อยคนจะหนีออกมาได้ สองคนนั้นก็คือพินเทลและเร้กเก็ตติ ( คู่หูอ้วนผอมที่คนหนึ่งใส่ตาปลอม ) เรือ Black pearl กลับไปยัง อิสลา เดอ มอร์ต้าเพื่อไปเอาสมบัติของบาบอสซ่าแต่พบว่าเกาะจมหายไปแล้ว ส่วนเจ้าลิงแจ๊คก็แอบขึ้นเรือมาและยังคงต้องสาปอยู่
วิล เทอร์เนอร์และ เอลิซาเบ็ธ สวอนน์หมั้นกันและเตรียมเข้าพิธีแต่งงาน ด้านกัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์ได้ออกตามหาผืนผ้าที่มีภาพกุญแจของหีบคนตาย เรือ Dauntless สาบสูญในพายุเฮอร์ริเคน ในระหว่างไล่ตามเรือ Black Pearl ผู้การเจมส์ นอร์ริงตั้นต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและถูกปลดประจำการจากราชนาวี
เจมส์ นอร์ริงตั้นเดินทางไปยังทอร์ทูก้าเพื่อตามหาแจ๊ค ส่วนแจ๊คถูกจับขังอยู่ที่คุกเติร์ก
Pirates of the : Dead Man’s Chest
เอลิซาเบ็ธและวิลถูกลอร์ด เบ็กเก็ตจับกุมในฐานะที่ช่วยแจ๊คให้หนีไปได้ แต่มาวิลถูกเดวี่ โจนส์จับกุมตัวไป ด้านเอลิซาเบ็ธที่ออกตามหาวิลไปเข้าร่วมเป็นลูกเรือของแจ๊ค และท้ายที่สุด แจ๊คถูกคราเค่นปีศาจใต้สมุทรของเดวี่ โจนส์กิน ด้านเอ็คเตอร์ บาบอสซ่ากลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาในตอนท้าย
หลังเหตุการณ์ใน Dead Man’s Chest และก่อนเหตุการณ์ใน At World’s End
เฮ็คเตอร์ บาบอสซ่าและลูกเรือของแจ๊คออกเดินทางตามหาแจ๊ค กัปตันบาบอสซ่าและลูกเรือใช้ล็อกเกอร์ของเดวี โจนส์ในการตามหาแจ๊ค ขณะเดียวกันกัปตัน แกรนท์ สแปร์โรว์พ่อของแจ๊คก็ออกตามหาลูกชายเช่นกัน
ด้านลอร์ดเบ็กเก็ตติดต่อกับกัปตันเชา เฟ็ง และได้จับกุมเอลิซาเบ็ธเป็นตัวประกันหลังนำเรือ Empress โจมตีเรือ Black
และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปติดตามได้ใน Pirates of the : At World’s End 24 พฤษภาคมนี้
28 Weeks Later : Interview with Robert Carlyle
โรเบิร์ต คาร์ไลล์ พูดถึงการรับบทนำในหนังซอมบี้ภาคต่อเรื่อง 28 Weeks Later ในเรื่องของการทำงานในแง่ของแนวหนังและเรื่องของฉากยากๆ ในเรื่อง โดยเขาได้พูดถึงความยากลำบากในการสวมคอนแท็กเลนส์สีแดง และโครงการหนังเรื่องต่อไปของเขารวมถึงข่าวลือภาคต่อของ Trainspotting ด้วย
อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดคุณในหนังเรื่อง 28 Weeks Later
RC : อย่างแรกที่ผมสนใจก็คือแหล่งที่มาของมัน ก็คือผมเองรู้จักแอนดรูว์และแดนนี่ บอยล์มานานและรู้ว่าเขาคงไม่ทำหนังภาคต่อออกมาแย่แน่ๆ เพราะงั้นหนังน่าจะมีอะไรสักอย่างในนั้น ตอนอ่านบทผมสนใจในสองสิ่งที่ดอนต้องตัดสินใจในเรื่อง มันเป็นโอกาสทองสำหรับนักแสดงถ้าพูดในแง่ของการแสดง แบบว่ามันเป็นสิ่งที่คนดูจะเอาไปพูดกันหลังจากออกจากโรง โดยเฉพาะคนที่เป็นคู่รักกันจะคิดว่าควรจะอยู่หรือไปดี
คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนวไหน หนังซอมบี้ หนังทริลเลอร์ หรือ หนังเขย่าขวัญ
RC : ผมว่ามันเป็นหนังเขย่าขวัญนะ คือมันมีปัจจัยอะไรหลายอย่าง มันเป็นหนังแนวทริลเลอร์เขย่าขวัญ คิดว่างั้นนะ
เข้ามาเล่นภาคต่อของหนังโดยที่ไม่มีตัวละครจากภาคแรกเหลืออยู่เลยเป็นไงบ้าง
RC : ผมว่ามันก็เข้าท่าดีนะ คือพูดถึงในเรื่องของเซ้นส์ของหนังนะ ในความเป็นจริงในเรื่อง อย่างที่เห็นก็คือ เรื่องนี้เริ่มที่ 15 วัน ต่อมา ก่อนหน้าภาคแรกนิดหน่อย ผมว่าถ้าคุณชอบภาคแรก คุณก็จะชอบภาคนี้แน่ๆ และถ้าคุณไม่เคยดูมาก่อน ผมว่ามันก็ไม่มีปัญหาอะไรในการติดตามเรื่องราว
คนดูกว่า 99 เปอร์เซ็นต์จะเรียกมันว่าหนังซอมบี้ ถือเป็นสิ่งที่เป็นด้านลบกับหนังหรือเปล่า
RC : ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมใครๆ ถึงไม่ชอบที่มันถูกเรียกว่าเป็นหนังซอมบี้นะ ที่ผมเข้าใจคือหนังซอมบี้คือศพที่ลุกขึ้นจากความตาย จากหลุม อะไรแบบนั้น เดินช้าๆ แต่ไอ้ผีในเรื่องนี่มันไม่ใช่ไง มันจึงไม่ใช่หนังซอมบี้ ผมว่านะ แต่ผมก็ไม่โตแย้งนะถ้าจะว่าอย่างนั้น
ฉากที่คุณจูบภรรยาของคุณแสดงถึงความเกลียดชังและความรักเหมือนกับว่ามันเป็นคนล่ะด้านบนเหรียญเดียวกัน มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
RC : ครับ มันเป็นฉากที่น่ากลัวที่สุดของเรื่องเลยสำหรับผมนะ ฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับเมียของเขาอีกครั้ง
สวมคอนแท็กเลนส์สีแดงเป็นไงบ้าง แล้วเรื่องแต่งหน้าอะไรต่างๆ
RC : เป็นส่วนที่แย่ที่สุดเลย มันเลวร้ายมาก มันเหมือนกับโดนกำปั้นชกเข้าที่เบ้าตา ปัญหาที่เกิดขึ้นเวลาที่เราถ่ายหนังในสตูดิโอที่ร้อนก็คือมันจะติดกับตาเรา และต้องคอยเอายาหยอดมาช่วยอยู่ตลอดเวลา อย่างตอนถ่ายเรื่อง Eragon หลายปีก่อน ผมขยี้ตาแล้วมันก็เกิดปัญหา ผมใส่มันไม่ได้นาน แต่เวลาจะใส่มันต้องใช้เวลาเยอะมาก
มีข่าวลือว่าจะมีการสร้าง Trainspotting 2 คุณสนใจจะเล่นไหม
RC : ผมเล่นเลยถ้าเปิดกล้องพรุ่งนี้ แดนนี่เป็นคนดีมาก เป็นผู้กำกับที่เก่ง และเป็นคนน่ารัก ผมชอบเขามาก
28 Weeks Later เปิดฉาย 17 พฤษภาคมนี้ รอบพิเศษก่อนใคร 14 – 16 พฤษภาคม