ปืนใหญ่จอมสลัด : คุยกับอนันดา
หนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างมโหฬารถึงกว่า 200 ล้านบาทที่หลายคนจับตามองและรอพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ดังในตัวอย่างที่โปรโมทกันอย่างตื่นตาในขณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนังไทยฟอร์มใหญ่ที่สุดของปีหลังจากเลื่อนกำหนดฉายมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม นอกจากจะใช้ทุนสร้างมากเป็นประวัติการณ์ภาพยนตร์ไทยแล้ว หนังยังขนทีมนักแสดงระดับฝีมือทั่วฟ้าเมืองไทยมารวมกันไว้อีกด้วยทั้งจารุณี สุขสวัสดิ์, สรพงศ์ ชาตรี และพระเอกของเรื่อง อนันดา เอเวอริ่งแฮมที่ปีนี้เขามีหนังเข้าฉายถึงเจ็ดเรื่อง! เรียกว่าฮ็อตไม่แพ้ชุดผ้าเตี่ยวของเขาเลย ในปืนใหญ่จอมสลัด เขารับบทเป็นปารี ผู้นำของชาวเลที่ออกรบกับโจรสลัด
ถือว่าเป็นการพลิกบทบาทมาเล่นหนังแอ็คชั่น-แฟนตาซีเป็นครั้งแรก
อนันดา : ใช่ครับ ผมว่ามันพลิกบทบาทสำหรับทุกคนเลยนะครับ เพราะว่าอย่างแรกคือหนังแนวนี้สไตล์นี้มันไม่เคยมีคนไทยทำเลยจะบอกว่ามันพลิกบทบาทสำหรับผมคนเดียวมันก็คงไม่ใช่ ผมว่าทุกคนในเรื่องนี้เลยที่ได้มาแสดงอะไรที่แปลกออกไปกว่าที่เคยนะครับ อย่างผมก็ต้องมาใส่เตี่ยววิ่งไปวิ่งมาฟันดาบอะไรอย่างนี้ ก็ไม่เคยเหมือนกันครับ (หัวเราะ)
บทบาท-คาแร็คเตอร์
อนันดา : ครับ เรื่องนี้ผมรับบทเป็น “ปารี” คาแร็คเตอร์ก็จะเป็นชาวน้ำชาวเลอะไรประมาณนี้ แล้วก็คือจริง ๆ แล้ว ปารีเขาจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบปกติอยู่ในเผ่าของเขาแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แล้วก็พอดีตัวละครเขาเจออุปสรรคอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมืองของลังกาสุกะครับ คือจริง ๆ ตัวละครของปารีเนี่ย มันจะมี 2 ส่วนในเรื่อง ส่วนแรกเนี่ยเขาจะเป็นตัวละครที่สงบหน่อย เพราะเขามาจากเผ่าที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับในเรื่องสงครามระหว่างลังกาสุกะกับพวกโจรสลัด แต่แล้วเหตุการณ์บางอย่างก็ทำให้ตัวละครปารีกลายมาเป็นตัวละครที่ Dark ขึ้นมาหน่อย ทำให้เขามีความแค้นอะไรบางอย่าง และต้องออกไปตามล่าพวกโจรสลัดจนเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมือง เกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้าหญิงลังกาสุกะอะไรประมาณนี้ครับ
มีการเตรียมตัวรับบทนี้อย่างไร / ฝึกซ้อมการแสดง / เรียนอะไรเพิ่มเติมมั้ย
อนันดา : จริง ๆ แล้วผมก็คุยกับพี่อุ๋ยอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ ทำไมตัวละครผมเนี่ยมันไม่ต้องไปฝึกซ้อม เรื่องการต่อสู้ เรื่องการใช้อาวุธเลย เราก็งงอยู่เหมือนกัน เพราะคนอื่นเขาไปทำกันหมดเลย เราก็เอ๊ะ...ทำไมฝั่งโน้นเขาเรียนกันหมดทำไมผมไม่เห็นทำไรเลย เขาบอกอย่างเดียวไปฟิตร่างกายหน่อย ให้มีกล้ามขึ้นมาหน่อย เราก็งงอยู่ตั้งนาน เอ๊ะว่าทำไม ทำไมไม่ให้เราไปฝึกการต่อสู้ พี่เอกกับพี่อุ๋ยเขาบอกว่า อยากให้ตัวละครเรามันไม่เป็นจริง ๆ ตอนมันออกไปต่อสู้ ตอนมันออกไปฆ่าคนหรืออะไรอย่างนี้ เขาอยากได้ความรู้สึกว่ามันเป็นด้านมืดของตัวละครที่ครอบงำมันน่ะ ให้เขารู้สึกว่ามันไม่ควรจะเป็นท่า มันไม่ควรที่จะต้องฟันดาบเป็น มันต้องมาด้วยอารมณ์อะไรแบบรุนแรงอะไรบางอย่างที่มันอยู่ลึก ๆ ของตัวละคร สัญชาตญาณคงเหมือนสัตว์อะไรอย่างนี้ประมาณนั้น เพราะฉากที่เราไปฆ่าคนมันก็ไม่มีท่าอะไรนะ สับ ๆ ๆ ฟัน ๆ ๆ เหวี่ยง ๆ ทุ่ม ๆ ส่วนมากมันจะมีแบบเราทุ่มตัวเข้าไปเลย คือไม่มีท่ายืนรองรับ มันเหวี่ยงตัวเข้าไปอย่างเดียวเลย มันก็คงเหมาะกับตัวละครตัวนี้ คือจริง ๆ ตอนแรกผมก็ขอเขานะ ผมก็บอกว่าพี่ผมอยากเรียนเพื่อหนังพี่ และส่วนตัวผมก็อยากหา Skill อื่นเข้ามาให้ตัวเองบ้าง ตอนแรกผมก็สงสัยว่าเอ๊ะทำไมไม่จัดคลาสให้ซะที เขาก็ประมาณแบบว่าเดี๋ยวดูให้ ๆ ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจ คือตอนแรกเราก็เข้าใจว่า เขาลืมไปแบบจัดแบบพวกซ้อมคิวบู๊ แต่จริง ๆ เขาก็บอกว่าไม่จำเป็น เขาไม่อยากให้ตัวละครผมดูเป็นแบบเก่งทางด้านนั้น เพราะว่าเขามีเดี่ยว (ชูพงษ์ ช่างปรุง) อยู่แล้วที่จะมารับบทฝั่งสตั๊นท์ เขาอยากให้ของเราหนักไปทางแบบคาแร็คเตอร์มากกว่า ไม่ได้อยากให้ดูมีประสบการณ์ทางด้าน Martial Art ส่วนหนึ่งผมว่าที่พี่อุ๋ยเขาเลือกผมมาคือเรื่องว่ายน้ำเราค่อนข้างได้เลย คือว่าสิ่งที่ผมเตรียมตัวส่วนตัวคือว่ามันไม่ใช่ไปทำอะไรเพิ่มเติมหรอก แต่ว่ากลับไปฟิตอะไรอย่างนี้ ไปฟิตกล้าม ไปฟิตปอดอะไรอย่างนี้ ทุกวันที่เข้ายิมผมก็จะเอาฟินไปลงสระว่ายน้ำ 25 เมตร แล้วก็ตีฟินท่า Dolphin น่ะ มันจะวิ้ววววว...ไปกลับไปกลับอะไรอย่างนี้ใต้น้ำ จับเวลาตัวเองเวลาอยู่ใต้น้ำได้กี่นาทีอะไรอย่างนั้น เพราะว่าไอ้ฉากใต้น้ำถ้าเราฟิตหน่อยมันก็ไม่อึดอัด
ตอนถ่ายทำเนี่ย คือถ้าใครไม่ถนัดเรื่องน้ำก็ลำบากแน่นอน เพราะว่าแค่ 6 เมตรก็เยอะนะ พอมันขึ้นลง ๆ ไนโตรเจนที่สะสมมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ่ายเสร็จทุกวันก็เห็นจะมีคนป่วยกลับบ้านอะไรอย่างนี้ทุกวัน หรือไม่ก็กลับบ้านไปเมาไนโตรเจนในเลือด (หัวเราะ) แต่อย่างว่าคือผมชอบอ่ะ ผมชอบพวกฉากที่อยู่ใต้น้ำทั้งหมด ก็เลยแบบแฮปปี้กับฉากพวกนั้นหมดเลย มันสนุกดีครับ
เห็นว่าดำน้ำโดยไม่มีเครื่องช่วยได้ 3 นาทีเลยหรือ
อนันดา : (หัวเราะ) คือทุกเช้าเนี่ย เขาจะให้ทุกคนที่แสดงในสระลึกเนี่ยมาว่ายน้ำวอร์มไว้ เพราะมันต้องขยายปอดเพื่อที่มันจะได้รับอ๊อกซิเจนได้เยอะ พอเราลงไปใต้น้ำเนี่ย ถ้าเราไม่คุ้นกับสิ่งรอบตัวมันก็จะมีอาการแบบจังหวะหายใจมันจะหายไป เขาเลยให้ไปวอร์มไปขยายปอด ทำความเคยชินกับน้ำ ทุกเช้าผมก็จะอย่างนี้ ว่ายไปว่ายมา ผมก็ให้ทีมเซฟตี้เนี่ย เอาแท่งสคูบ้าลงไป 2 ชุดใต้น้ำเนี่ยโดยไม่มีไอ้ตัวหายใจ แท่งหนึ่งให้ไม่มี อีกแท่งหนึ่งให้ติดที่หายใจไว้ แล้วผมก็ใส่ชุดแล้วก็ดำลงไป ก็ดำลงไปหายใจกับไอ้ตัวเครื่องไว้ก่อนแล้วก็ว่ายไปว่ายมา พออากาศหมดก็กลับไปหายใจที่เครื่อง พอชินกับเครื่องเราก็เอาแท่งที่ไม่มีตัวเครื่อง เราก็เอาฝาออกแล้วก็เอามือปิดหายใจ แล้วมันก็เหมือนกับทำให้ Relax มันชินกับสภาวะใต้น้ำ 3 นาทีที่เขาพูดถึงอันนั้นแค่แบบ Standby เราก็ไม่มีอะไรทำ เราก็ขี้เกียจขึ้นมาข้างบน เพราะมันอยู่ใต้น้ำมันอุ่นใช่มั้ย พอขึ้นไปเจอลมมันหนาว ผมก็นอนรออยู่ข้างล่างแล้วกัน พี่จะให้ผมถ่ายพี่ก็ส่งสัญญาณ แล้วผมก็ว่ายไปถ่ายละกัน ก็คือก็นอนกอดแท่งไว้ให้มันทับเราอยู่ แล้วก็หายใจเหมือนจะหลับอะไรประมาณนี้ ผมก็หายใจไปแล้วก็ถอดเครื่องออกไปแล้วก็นอนเฉย ๆ แล้วก็มีพี่พวกเซฟตี้เขามาจับเวลา แล้วผมไม่รู้ตัวไง ผมก็ลมหายใจหมดก็กลับมาหายใจ พอขึ้นจากสระเนี่ย เขาก็บอกเฮ้ยเมื่อกี้นี้ 3 นาทีกว่านะเว้ย 3 นาทีอะไรประมาณนั้น เราก็เหรอ มันคงเป็นแบบปอดของเราเนี่ยมันเป็นสิ่งค่อนข้างมหัศจรรย์หน่อยเพราะว่า คือมันสามารถขยายตัวได้เท่าตัวภายใน 3-4 วัน ถ้าว่ายน้ำทุกวันนะ แล้วก็ฝึกไว้วันละ 2-3 ชั่วโมง ในเวลาสั้นนั้น มันสามารถขยายตัวได้ 2 เท่า วันแรกที่ผมลงสระเนี่ย ผมรู้สึกว่าตอนเราแสดงรู้สึกว่ามันนานมากเลยนะ แต่เช็คเวลาก็แค่ 30 วินาที 40 วินาที พอมันไปวันหลัง ๆ เนี่ย 1 นาที 2 นาทีอะไรอย่างนี้ โดยไม่รู้ตัวนะ คือพอมันมีอะไรทำเยอะ มันลืมเรื่องการต้องการที่จะหายใจเนี่ย มันก็จะอยู่ได้สบายเรื่อย ๆ ครับ
พูดถึงเรื่องเมคอัพ-คอสตูมในเรื่องหน่อย
อนันดา : คือมันเหมือนกับไม่ได้ใส่อะไรนะ เพราะว่าชุดมันชิ้นเล็กนิดเดียวอะไรอย่างเนี้ย มันเป็นแบบใส่กระจับอะไรอย่างนี้ แล้วก็เตี่ยวรัดครึ่งก้น แล้วก็ปิดหน้าหลังนิดหน่อย ฟังดูเหมือนแบบ มันน่าจะแบบใส่ปุ๊บปั๊บเสร็จอะไรอย่างเนี้ย แต่ไม่ใช่นะครับ ผมต้องแต่งตัวทุกวันเนี่ย โห 3 ชั่วโมงกว่าอะไรอย่างเนี้ย กว่าจะติดผม กว่าจะแต่งหน้า กว่าจะเปลี่ยนสีผิว กว่าจะลงรอยสัก ซึ่งเราต้องทำทุกเช้า ก็จะต้องลุกขึ้นมาตอนตี 4 ตี 5 มาทำทุกเช้าอะไรอย่างเนี้ย แล้วก็แต่งหน้าต่อประมาณ 40-50 นาที และก็ผมอีก 45-50 นาที กว่าจะได้นานฮะ 3 ชั่วโมงกว่า กว่าจะเสร็จทุกอย่าง
การสร้างฉากในเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง
อนันดา : โอ้โห...เท่าที่เจอมาไม่มีอะไรเทียบกับเรื่องนี้ได้เลยนะครับ เรื่องฉากเราก็คุยกันตั้งแต่เปิดกล้อง พี่เอกรับรางวัลไปเหอะ แกได้แล้วตั้งแต่แกสร้างแล้ว (หัวเราะ) ก่อนแกสร้างเลย แกก็ได้ละรางวัล มันแบบโอ้โห...มันอลังการจริง ๆ ครับเรื่องนี้ อลังการในทุก ๆ ฉากเลยก็ว่าได้ครับ
ฉากไหนที่ชอบเป็นพิเศษ
อนันดา : ฉากที่ผมชอบนะ ผมชอบเซ็ตอันหนึ่ง เซ็ตอลังการมาก ไม่รู้กี่ล้านเหมือนกันนะ มันคือเซ็ตในถ้ำเนี่ยอลังการมาก พอใช้เสร็จ ช็อตสุดท้ายที่เขาจะใช้กับฉากนี้ คือระเบิดทิ้ง แล้วก็ตัวละครของผม ผมต้องไปยืนตรงที่มันคล้าย ๆ สะพานปลา สะพานเรือที่มันยื่นออกมาจากเซ็ตตรงนั้น เลยเหมือนแบบได้อยู่ใกล้มันมาก และเขาก็ระเบิดมันทิ้งจริง ๆ นะครับ ระเบิดทิ้งหมดเลย มันก็ลุ้นมาก ทุกคนก็ลุ้นกันมากว่ามันจะเหมือน สมจริงหรือเปล่านะ โอ้โห...มีเสาล้มมีระเบิดตูม อันนั้นนะผมชอบมากเลยครับ
ความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้
อนันดา : เยอะนะ เยอะ ทีมงานผมไม่พูดถึงก่อนนะ เพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้วว่าประวัติของใครเป็นยังไงกันบ้าง คนที่เขียนเรื่องก็ไม่ต้องพูดถึงเหมือนกัน เราก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร คือโอเคทีมงานดีแล้ว Screenplay ก็ดีมากอยู่แล้ว เพราะเราได้ระดับซีไรต์มาเขียน การันตีได้อยู่พอสมควรว่าแบบมันมี Quality อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว แล้วมันก็ไม่ใช่หนังฉาบฉวยที่แบบว่ามาขายแค่บู๊อย่างเดียวหรืออะไรอย่างเนี้ย ปากหมาอีกแล้ว (หัวเราะ) เข้าใจใช่ป่ะ คือเราไม่ได้ตั้งใจที่จะทำหนังที่มันเป็น Mass อย่างเดียว คือมันก็นำเสนอวัฒนธรรมของบ้านเราส่วนหนึ่ง แล้วก็ตัวละครมันก็มีสีสันมาก สคริปต์ก็เขียนมาดีมาก ทีมงานเราก็ดีมาก ผมว่าสำหรับหนัง Commercial ผมว่ามันเป็นโปรเจ็คต์ที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง โดยส่วนตัวผมว่าหนังทุกเรื่องสุดท้ายมันจะตกที่บท ตกที่พล็อต และผมว่าเรื่องนี้มันโอเค มันคือสันหลังของหนังน่ะ คือผมจะไปอ้างว่ามันคืออันโน้นอันนี้ มันคือนักแสดง มันไม่ใช่ คือนักแสดงมันก็ทำดีในส่วนของมันไป แต่ว่าไอ้ตัวที่มันจะดึงทุกอย่างมาอยู่ร่วมกันได้นี่ก็คือ ไอ้ Screenplay ไอ้ตัวพล็อตของเรื่อง เราว่าเรื่องนี้มันมาตรฐานค่อนข้างสูงเลยทีเดียว คือถ้าความพิเศษของเรื่องนี้เหรอ ผมว่ามันจะเป็นตำนานเลย เพราะว่าหนังฟอร์มนี้มันไม่มีใครทำล่ะ อัตราเสี่ยงมันสูงมาก อย่างที่มันจะได้เงินในประเทศ เอาเป็นว่ามันเป็นศูนย์เลย เปอร์เซ็นต์ที่มันจะได้เป็นศูนย์ ผมว่ามันเป็นปรากฏการณ์มาก กับการที่มันจะได้มีหนังอย่างนี้ และเราได้มาเล่นหนังอย่างนี้อีก มีโอกาสที่เรามาร่วมกับกองถ่ายนี้ เราก็รู้สึกโอ้โห...มันอาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตหรือเปล่า สำหรับคนดูด้วยเราก็รู้สึกว่า พอเรื่องนี้ได้ฉายไปแล้ว มันคงอีกนานมากกว่าจะมีคนทำหนังแบบนี้ มันถือว่าเป็นความพิเศษ มันเป็นปรากฏการณ์มาก อันหนึ่งที่ผมหวั่นอยู่นิดหน่อยก็คือ ถ้าสมมติว่ามันไม่สามารถที่จะ Cover ทุนมันได้จริง ๆ ซึ่งทุนมันใหญ่แบบมหาศาลมากแบบ 300 ล้าน มันเหมือนกับว่า ถ้าเรื่องนี้มัน Cover ไม่ได้ ผมว่าหนังแนวอย่างนี้มันก็จะหายไปเลย แล้วมันจะไม่มีมาอีกด้วย จะไม่มีใครกล้าทำเลย ก็ลุ้นอยู่เหมือนกันครับ มันไม่มีใครบ้าพอที่จะทำหนังแบบนี้นะผมว่า มันก็คงเป็นโอกาสนี้โอกาสเดียวที่จะได้เห็นอย่างนี้ มันก็มีทุกอย่างทั้งแอ็คชั่น, ดราม่า, แฟนตาซี มีทุกอย่าง มันเป็นเ Epic ของแท้ เป็นของแท้มันต้องมีทุกอย่างอยู่แล้ว ผมว่ามันเหมาะสำหรับทุกคน ผมก็ไม่อยากจะมาบอกว่าต้องดูเพราะอย่างนี้ ๆ ผมรู้สึกว่ามันมีประเด็น มันคือปรากฏการณ์ มันจะไม่มีใครบ้าทำอะไรอย่างนี้อีกแล้ว ผมรู้สึกว่าแค่ประเด็นนั้นประเด็นเดียว มันก็น่าดูแล้วล่ะ
ความคาดหวังต่อเรื่องนี้
อนันดา : ครึ่งหนึ่งมั้ง ประมาณครึ่งหนึ่ง ของผมนะน่าจะประมาณครึ่งหนึ่ง เรื่องของคาดหวัง การตอบรับของคนดู คือเมื่อไปดูหนังแล้วมันก็จะเข้าใจว่าแบบโห...กว่าจะสร้างฉากนี้ขึ้นมาได้ หรือกว่าจะถ่ายได้แบบนี้ โห...เก่งสุด ๆ แต่ถ้าสมมติว่าคนดูไม่ประทับใจ ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ของหนังน่ะ คือหนังมันต้องเอนเตอร์เทนคนดูด้วย แล้วผมรู้สึกว่า ถ้าเรื่องเนี้ยเอาแค่นี้เลย คือถ้ามันเอนเตอร์เทนคนได้ ผมก็แบบแฮปปี้แล้ว คือไม่ได้คิดว่ามันต้องขายได้เป็นร้อย ๆ ล้าน หรืออะไรเนี้ย ซึ่งตรงนั้นผมรู้ว่ามันมีคนอื่นคาดหวังกันอยู่แล้วล่ะ ก็ปล่อยให้เขาเครียดเรื่องนั้นไป (หัวเราะ) ผมไม่ใช่...ผมขอคนดูไว้ก่อน แล้วเรื่องสตางค์นี่ก็ โอเคนะ คือถ้าคนที่เขาลงทุนทำเรื่องนี้ขึ้นมาเขาได้ตรงนั้นกลับคืนมา ผมก็แฮปปี้สำหรับเขาด้วย เพราะว่าเขาจะได้ทำอีก ไม่ได้ถึงกับขนาดว่า แบบถ้าหนังขายไม่ได้ผมจะรู้สึกไม่ดี ไม่เกี่ยวเลย หนังขายได้แต่คนด่าผมก็รับไม่ได้เหมือนกันแหละ มันอยู่ที่คนดูล้วน ๆ
คือเรารู้สึกว่าในอดีตของหนังฟอร์ม Epic เนี่ย เขาจะทำกันบ่อย ในสมัยนั้นเราก็รู้สึกว่า การออกไปดูหนังที่มีความพิเศษอะไรบางอย่าง มันเหมือนเราออกไปดูละครเวที เราต้องแต่งตัวหน่อย มันเป็นเรื่องใหญ่ มันไม่ใช่แค่ไปเสพหนังชั่วโมงครึ่งแล้วก็โอเคกลับบ้านอะไรอย่างนี้ มันเป็นอีเว้นท์จริง ๆ อีเว้นท์ที่มีความหมายจริง ๆ และหนังเรื่องนี้มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เรารู้สึกอย่างนั้น มันเป็นปรากฎการณ์ มันเหมือนกับไปย้อนกลับไปสู่ฮอลลีวู้ดสมัยก่อนที่มันมีหนังฟอร์มแบบนี้มาเรื่อย ๆ ซึ่งสมัยหลังนี้ส่วนมากมันก็จะค่อนข้างฉาบฉวย เลยรู้สึกว่ามันก็ดีนะที่มันมีทีมของพี่อุ๋ยพี่เอกที่กล้าออกมาเสนองานอย่างนี้
เอาง่ายๆ เลยนะครับคือ หนังแบบเนี้ยมันไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เราก็รู้สึกได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังไทย แล้วมันคงอีกหลายปีกว่าที่จะมีหนังฟอร์มอย่างนี้ออกมาอีก อ๋อ...นอกจากว่ามันจะมีภาค 2 (หัวเราะ) ตอนนี้ก็เอาภาคหนึ่งไปดูก่อนละกันนะครับ ไปดูภาคแรกก่อน
ปืนใหญ่จอมสลัด เปิดฉากสงครามเหนือผืนน้ำ 23 ตุลาคมนี้
Quantum of Solace : Interview with Daniel Craig
จากที่ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะจะเป็นเจมส์ บอนด์เอาเสียเลย แต่ใน Casino Royale ปี 2006 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาลบล้างภาพเดิมๆ ของบอนด์และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทั้งหลักแหลมและมืดหม่นตามแบบฉบับสายลับแท้ๆ แถมยังใส่เรื่องการขัดเกลามารยาทแบบสุภาพบุรุษให้เขาได้ดูเซ็กส์ซี่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต่อจากคาสิโน บอนด์ออกชำระแค้นให้หญิงสาวที่เขารักนี้ เขื่อว่าหญิงสาวทั่วโลกคงได้หลงรักบอนด์คนนี้ยิ่งกว่าเดิมแน่นอน
การถ่ายทำหนังอินดี้ของอังกฤษกับหนังฟอร์มใหญ่แบบบอนด์ที่ทุนสร้าง 200 ล้านต่างกันอย่างไรบ้าง
DC : ผมคิดว่ากองถ่ายก็เหมือนกันหมดนะ มีความแตกต่างกันไม่มาก คือในกองถ่ายก็จะมีกล้องสองตัว กับทีมงานอาจจะมากกว่ากันหน่อย แต่ถ้าถ่ายฉากพูดก็เหมือนกันหมดนะ ความแตกต่างมันอยู่ที่อยู่ๆ ก็มีระเบิด มีนาปาล์มกระจายในกองถ่ายนี่ล่ะครับ แต่ทั่วๆ ไปก็เหมือนกันหมด
การมาถ่าย Quantum of Solace สำหรับคุณแล้วโล่งใจขึ้นไหมหลังจากความสำเร็จในภาคก่อน ความกดดันลดลงไหม
DC : ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ผมไม่คิดว่าความกดดันจะน้อยลงกับหนังที่ใช้ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ ผมว่ามันกดดันมากทีเดียว เราต้องทำให้มันออกมาดีดียิ่งกว่าภาคที่แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมก็ยังกังวลเหมือนเดิมแต่ผมมีความสุขมากกับสิ่งที่เราได้ทำในหนังเรื่องนี้ มาร์ค ฟอสเตอร์เข้ามากำกับและเขาดูแลทุกเรื่องทำให้ผมไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องเหล่านั้นและสามารถทำหน้าที่ของผมไปได้ ผมไม่รู้ว่าผมวางใจกับมันได้ไหม นี่มันหนังเจมส์ บอนด์นะ ผมไม่รู้ว่าผมจะทำใจให้สงบกับมันได้ยังไง มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น แต่ผมสนุกกับฉากที่เราถ่ายทำนะ และผมตั้งใจที่จะสนุกกับทุกฉากให้มากที่สุดตลอดการถ่ายทำ ไม่งั้นแล้ว เราจะถ่ายทำทำไมล่ะ
ฉากเปิดฉากแรกคุณต้องเข้าฉากเลิฟซีนคุณอึดอัดไหมที่ต้องเปลือยบนจอ
DC : ไม่นะ ไม่เคยอึดอัด มันเป็นอาชีพของผม ผมออกกำลังกาย ผมทำแบบนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของงาน และผมเองก็ดูแลร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอ ถ้าผมรู้ว่าผมต้องถอดเสื้อออก มันก็ไม่ยาก แต่ผมพยายามทำให้ร่างกายผมฟิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับอะไรต่างๆ ที่ผมต้องทำในหนัง เราถ่ายหนังบอนด์กัน ก็ยังไม่เจอปัญหาด้านสรีระเท่าไหร่ แต่ผมมั่นใจว่าผมต้องเจ็บตัวแน่ๆ
มีความกดดันแค่ไหนในฐานะนักแสดงแอ๊คชั่นที่ต้องแสดงฉากสตั๊นท์เอง
DC : สำหรับผมไม่มีความกดดันที่ต้องเล่นฉากสตั๊นท์เองนะครับ ถึงนี่จะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหว่าจะหายก็ตาม (หมายถึงแขนที่เย็บแผลไว้หลังจากเล่นฉากเสี่ยงตายใน 007) ซึ่งก็ต้องพักก่อน แต่ผมสนุกกับมันนะ มันเหมือนกับย้อนไปยุคที่การแสดงหนังในฮอลลีวู้ดจะต้องมีการถามกันก่อนว่า” คุณจะเล่นฉากตกจากหลังม้าได้ไหม” ผมว่าได้นะ (หัวเราะ) เป็นดารานี่นา ผมหมายถึงว่าต้องยกให้นักแสดงอย่างบัสเตอร์ คีตัน หรือแชปปลินกับการทุ่มสุดตัวในการแสดง ผมคงไม่ปฏิเสธว่าตอนเด็กๆ ผมชอบดูหนังของพวกเขาและทึ่งกับการได้เห็นฉากบ้านพังลลงมาทั้งหลังทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ข้างบน เราจะรู้สึกว่า พระเจ้าพวกเขาทำได้ยังไง เพราะมันไม่มีสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์ และต่อให้มีซีจีไอดีแค่ไหน ผมก็คงหลอกคนดูไม่ได้หรอกว่าผมเล่นฉากนั้นเอง เพราะคนดูรู้อยู่แล้ว คุณต้องเล่นเองหรือไม่ก็ไม่เล่นไปเลย และถ้าจะเล่นก็ต้องเล่นอย่างสนุกไปกับมัน และถ้าคนดูจะรู้สึกไปกับฉากนั้นว่า โอ้โห เล่นเองแบบนี้เลยหรือ ก็ถือว่าเป็นความตื่นเต้นที่เราได้เพิ่มเข้าไปในหนัง ซึ่งผมก็สนุกไปกับมันด้วย มันเป็นเหตุผลว่าทำไมเราทำหนังแอ๊คชั่น ยิ่งเราเกี่ยวข้องกับมันเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจกระบวนการของมันมากขึ้น และบิ่งเวลาถ่ายฉากแอ๊คชั่น...มันแบบว่า...มีฉากหนึ่งใน Casino Royale ต้องใช้เวลาถ่ายถึงสามเดือน คือไม่ได้มีผมถ่ายด้วยตลอดหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะมีอีกทีมหนึ่งถ่ายฉากนั้นด้วย เพราะอย่างนั้นผมจึงต้องพยายามอย่างมาก หมายถึงว่าต้องอดทนมาก ซึ่งผมหวังว่าการทุ่มเทลงไปมันจะทำให้ดูสมจริงมากขึ้นเท่านั้น
หนังภาคต่อจากนี้จะยังเป็นเรื่องราวต่อกันเหมือนภาคนี้ไหม หรือมีอะไรเกี่ยวข้องกันกับเนื้อหาในภาคนี้ หรือเป็นหนังตอนใหม่ไปเลย
DC : คือคุณจะถามว่าผมจะยังเล่นภาคต่อไปไหมใช่ไหม (หัวเราะ) ผมว่ามันมีอะไรที่ยังติดค้างในเรื่องความสัมพันธ์กับเวสเปอร์ ลินด์ ซึ่งผมคิดว่ามันไปด้วยดีมากในภาคที่แล้ว คือมันสำคัญกับเรื่อง ไม่ใช่แค่ว่าเราจะเอาดอกไม้ไปวางหน้าหลุมศพแล้วจบ มันเป็นอะไรที่ต้องแลกด้วยการเข้าชน และมันบอกถึงสิ่งที่หลายคนสับสนกับชื่อตอนของหนัง แต่มันง่ายนิดเดียวครับ มันเป็นการเปิดเผยเรื่องราว มันมีอะไรมากกว่านั้นแต่นั่นคือสิ่งที่เรารู้สึก เราคิดว่า ไม่เราไม่สามารถปล่อยเรื่องทิ้งไว้แบบนั้นได้ เราต้องสานต่อ ซึ่งก็เป็นที่มาของการคุยกันว่าเราต้องต่อเรื่องนี้ให้จบ เพื่อที่ว่าในตอนหน้า เราจะได้เริ่มตอนใหม่อย่างที่เราอยากทำ
สำหรับชื่อตอนที่หลายคนมึนงง มีแฟนหนังหลายคนขำกับชื่อนี้และมีข่าวว่าคุณเป็นคนเลือกชื่อนี้ด้วย
DC : ที่จริงผมมีส่วนในการตัดสินใจนะ มีชื่อตอนออกมาก่อน ซึ่งก็มีการแก้ไขไปมา ผมก็จำไม่ได้ว่ามีชื่ออะไรบ้าง แต่จะเป็นอะไรประมาณแนว 'The Blood On Your Face' อะไรแบบนั้น ผมรู้แค่ว่า ผมไม่อยากได้ชื่อตอนแบบ Death, Die หรือ Blood หรืออะไรแนวนี้ในชื่อหนัง เรามาเขียนชื่อลงกระดานกัน แล้วเราก็นั่งดูกันในห้อง นั่งดูชื่อตอนพวกนั้น คือถ้าดูตัวอักษร Q มันจะดูแปลกมาก พอตกลงเรื่องชื่อได้ หลายคนก็พูดว่า “โห ฟังดูยังกับแฮร์รี่ พ็อตเตอร์แน่ะ” แต่ไม่ใช่ครับ มันคือ Quantum of Solace ผมบอกว่า มันเป็นแค่ชื่อตอนหนังเจมส์ บอนด์นะ ชื่อตอนหนังบอนด์มันไม่ใช่อะไรที่มีความหมายนักหรอก Live and Let Die งี้ Octopussy งี้ มันหมายความว่ายังไง ไม่มีความหมายอะไรเท่าไหร่หรอกครับ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปกังวล
คุณรู้สึกอย่างไรกับการที่เจอมส์ บอนด์กลายเป็นตัวละครที่เป็นคนมากขึ้นในเรื่องนี้
DC : ผมหวังว่ามันจะออกมาดี คือมันก็พูดชัดๆ ไม่ได้หรอกนะ เขาเป็นสายลับ ผมว่ามันก็ค่อนข้างกดดัน เราเล่นในจุดนี้ใน Casino Royale และผมก็ไม่ต้องการจะเล่นแบบลงลึกอะไรแบบนั้น แต่หัวใจเขาแตกสลาย และเราก็ได้เห็นผู้ชายที่หมดสิ้นทุกสิ่ง ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจดี แต่ว่านั่นไม่ใช่เจมส์ บอนด์ เพราะเจมส์ บอนด์จะท้อไม่ได้ เพราะถ้าเขาท้อมันจะไม่เวิร์ค มันเหมือนกับการพึ่งพาคนที่เราไว้ใจได้แต่ไม่ใช่ และมันเป็นสิ่งที่ไม่มีในภาคแรกที่ผมอยากให้มีในหนัง
เกร็ดหนัง
- Quantum คือชื่อองค์กรที่บอนด์ต่อกรด้วย
Quantum of Solace 6 พฤศจิกายนนี้
Mark Wahlberg Interview : Max Payne
จากเกม third person สุดฮิตเอฟเฟ็คท์ล้ำก้าวสู่จอเงินอีกเรื่อง ที่แปลกคือตัวเกมก็ออกแบบและได้แรงบันดาลใจจากหนังแอ๊คชั่นอยู่แล้ว การสร้างหนังจากเกมที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังอีกทีแบบนี้คงไม่ธรรมดาแน่ Max Payne เป็นเกมสามมิติที่ออกจำหน่ายในปี 2001 ได้รับความนิยมอย่างมากจนทำให้มีเกมภาคสองออกมาในปี 2003 และจนถึงปัจจุบันเกมนี้ขายไปได้กว่า 7 ล้านชุดแล้ว ตัวเกมได้แรงบันดาลใจจากหนังแอ๊คชั่นของฮ่องกงโดยเฉพาะในงานของจอห์น วูด้วย น่าตลกดีที่หลังจากเกมนี้ออกมาไม่นาน วูเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากเกมนี้เช่นกัน
เกมนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก แม้แต่จอห์น วู ยังเคยบอกว่าเขาได้อิทธิพลจากเกมนี้ด้วย คุณชื่นชอบอะไรในเกมนี้ในเรื่องของสไตล์และภาพรวมทั้งหมด
MW : ผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้แล้วผมก็อยากรู้ว่าบทหนังมันตรงกับเกมยังไงบ้าง และมันจะตอบสนองความต้องการของแฟนเกมได้แค่ไหน พอได้ดูเกม ผมรู้สึกว่าผมไม่เคยเห็นเกมที่มีเนื้อหาที่เข้ากันกับหนังแบบนี้มาก่อนเมื่อพูดถึงเนื้อเรื่องของมัน มันเยี่ยมมากเลย จริงๆ นะครับ ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่เหมือนหนังที่สร้างจากเกมที่ต้องให้มือเขียนบทมาผูกเรื่องต่อจากเกมเอาเอง แต่มันเป็นอะไรที่ทำออกมาตามเกมจริงๆ
หนังสร้างตามแบบวิดีโอเกม คุณต้องศึกษาเกมเพื่อทำความเข้าใจในตัวละครไหม
MW : ไม่เลยครับ ผมรับบทเป็นตำรวจแผนกฆาตรกรรมซึ่งภรรยาและลูกของเขาถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม รู้เท่านี้ก็พอแล้วครับ
แล้วทำอย่างไรให้ตัวละครสองมิติกลายเป็นตัวละครที่มีสามมิติ
MW : ผู้กำกับมีส่วนช่วยผมมาก ผมหยิบเอาเศษเสี้ยวของตัวละครที่คิดว่าเหมาะสมกับหนังเรื่องนี้จากหนังที่ผมเคยเล่นทั้งใน Fear, The Departed, และ Four Brothers มารวมๆ กัน แต่ผมอยากให้มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจอห์น (ผู้กำกับ) ได้ช่วยแนะแนวทางและวางลำดับมิติของตัวละคร เพราะผมเคยเล่นบทแนงพูดน้อยต่อหนักมากก่อน ซึ่งบทนี้มันควรดูมีอะไรต่างออกไป
คุณคิดว่า Max Payne มีอะไรที่โดดเด่นในเรื่องที่ทำให้คิดว่าคนอยากจะดูหนังเรื่องนี้
MW : สำหรับผม ผมนึกไปถึงตัวละครคลาสสิคอย่าง Dirty Harry นะ มันเป็นความรุนแรงที่สุดขั้ว แอ๊คชั่นเยอะมาก อีกอย่างเราพูดถึงเรื่องคนเลวทั้งหลาย ผมคิดว่าคนอยากดูอะไรแบบนี้ ผมคิดว่า สำหรับผมนะ มันเป็นอะไรที่แตกต่างไปจากที่ผมเคยทำ และมันเป็นหนังประเภทที่ผมอยากจะออกจากบ้านไปดู
คุณเล่นหนังแอ๊คชั่นมาก็เยอะ แล้วในหนังเรื่องนี้มีอะไรที่ต่างไปจากแอ๊คชั่นเรื่องอื่นๆ
MW : คือจอห์น เป็นคนที่คุมเข้มสุดๆ ครับ เราต้องทำอะไรหลายอย่างที่ปกติไม่เคยทำเยอะมาก ทั้งเคเบิ้ล, สตั๊นท์ต่างๆ มีสตั๊นท์ที่รูปร่างเหมือนผมหลายคน แต่เราจะใช้เวลาที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น แต่ก็สนุกดีนะครับ มันโหดเหมือนกันเวลาแสดงฉากแบบนี้ แต่พอถ่ายเสร็จมันก็กลายเป็นหนัง และกลายเป็นความภูมิใจของเรา เราจะบ่นก็ได้เวลาถ่ายทำ แต่พอมันจบ เราเอาไปโม้ต่อได้ครับ
พูดถึง Dirty Harry ในหนัง Max Payne มีวลีหรืออะไรแสบๆ แบบ “นายซวยแล้วพวก” อะไรแบบนั้นไหม
MW : ก็มีบ้างนะครับ และผมก็ดีใจที่ผมไม่ต้องพูดอะไรหยาบๆ คือมันเป็นปัจจัยที่อยู่ในหนังแอ๊คชั่น ที่เรามักทำกันทั่วไป แต่ในหนังเรื่องนี้เราไม่ต้องทำแบบนั้น เรื่องมันดีอยู่แล้ว ตัวละครก็เยี่ยม
โทนของหนังเป็นอย่างไรบ้าง
MW : ก็ มีสไตล์มากครับ แต่ก็ให้สมจริงที่สุดด้วย นอกจากนี้ก็มีในส่วนของเรื่องลี้ลับนิดหน่อย อธิบายยากครับ แต่รับรองว่าเยี่ยม
ตัวเกมเป็นแบบยิงแบบ third person แล้วในหนังมีการเปลี่ยนแปลงมันอย่างไรบ้าง
MW : อ้อ คุณต้องดูเองครับ ต้องดูเอง
Max Payne เปิดฉากยิงกระหน่ำดับแค้น 16 ตุลาคมนี้