Teeth : Interview with Jess Weixler
กลายเป็นหนังอื้อฉาวที่สุดของปีไปแล้วครับ สำหรับหนังเรื่อง Teeth ที่กระแสในอินเตอร์เน็ตมาแรงมากๆ และในเดือนนี้บ้านเราได้ดูกันแน่นอน Teeth เป็นหนังเขย่าขวัญ (หนุ่มๆ) เกี่ยวสาวสุดสวยที่เกิดมาพร้อมกลีบกุหลาบอันเต็มไปด้วยหนามแหลมคมสมชื่อ และหนังตลกร้ายเรื่องนี้ส่งให้ Jess Weixler สาวสวยจากเคนทักกี้ที่รับบทดอว์นดังเป็นพลุแตกไปด้วย เมื่อเธอ ”จัดการ” กับผู้ชายที่ปฏิบัติกับเธออย่างไม่ให้เกียรติ หนังพูดถึงหญิงสาวที่มีช่องคลอดซึ่งมีฟัน! หรือที่ในภาษาลาตินเรียกว่า vagina dentate
คุณเคยได้ยินเรื่อง vagina dentate มาก่อนที่จะเล่นหนังเรื่องนี้หรือเปล่า
Jess Weixler : ไม่เคยเลยค่ะ แต่หลังจากที่ฉันได้บทหนังฉันก็เล่าให้ใครต่อใครฟัง แล้วพูดว่า “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือนี่” ก็มีบางคนบอกว่า มีสิ ฟรอยด์ไง บางคนก็บอกว่าในบางวัฒนธรรมมีเรื่องแบบนี้มาก่อนนับพันปีและมันน่ากลัวมาก
คุณกลัวไหมที่ต้องเล่นเป็นตัวละครที่มีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแบบนี้
Jess Weixler : ฉันคิดอลายวันเหมือนกันค่ะว่าจะเล่นบทนี้ดีไหม ฉันคิดว่าฉันจะเล่นได้ไหมเพราะมันแบบไปไกลมาก ฉันไม่แน่ใจว่าฉันอยากจะเป็นผู้หญิงที่มีฟันในช่องคลอดหรือเปล่า และไม่รู้ว่ามันจะทำให้ฉันติดภาพลักษณ์แบบนั้นไปหรือเปล่า แต่พอฉันอ่านบทอีกทีฉันก็ขำมากๆ ฉันเริ่มรู้สึกว่าดอว์นเป็นซูปเปอร์ฮีโร่ และฉันก็เริ่มอินกับไอเดียที่เกี่ยวกับหญิงสาวที่ไม่รู้เลยว่าตัวเธอจะเปลี่ยนแปลงไปและทำให้เธอมีพลังอำนาจในตัวเอง
คุณรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นไหมเมื่อคิดว่าดอว์นเป็นเหมือนซูปเปอร์ฮีโร่
Jess Weixler : ที่จริงแล้วฉันคิดนะเพราะฉันคิดว่าเธอเป็นเหมือนซูปเปอร์ฮีโร่ที่มีพรสวรรค์ คือลักษณะพิเศษของเธอไม่ได้ทำให้เธอเสียอะไรไป เพราะเธอก็ยังมีเพศสัมพันธ์ได้ เพียงแต่เธอไม่ได้ใช้มันเท่านั้น (หมายถึงฟัน)
ดอว์นอยู่ในช่วงการละเรื่องเพศในตอนเริ่มเรื่อง คุณต้องไปเข้ากลุ่มบำบัดอะไรแบบนั้นหรือเปล่าเพื่อเข้าถึงบทนี้
Jess Weixler : ฉันไม่ได้ไปเข้ากลุ่มอะไรนะคะ ฉันลองดูในเน็ตแล้วก็เจอกลุ่มบำบัดนี้ ฉันพบว่ามีกฎเกี่ยวกับการไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานแล้วมันถึงขั้นที่ว่าห้ามแม้แต่ช่วยตัวเองด้วย คือห้ามทำอะไรเลย ถ้ามีความต้องการขึ้นมา เราจะมีคู่หูที่ให้เราสามารถโทรหาและพูดคุยให้เราคลายความรู้สึกแทน
คิดว่ามันเป็นการเสียดสีไหมที่ตอนแรกดอว์นต้องละเรื่องเพศ
Jess Weixler : ฉันเข้าใจนะ คือใครก็ตามที่มีจิตใต้สำนึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติกำลังเกิดขึ้นกับร่างกาย จะถูกชักจูงไปโดยกลุ่มที่ปิดกั้นตนเองจากอะไรเหล่านี้ เหมือนกับชะลอเวลาที่เธอจะค้นพบความจริงเกี่ยวกับตัวเองให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะค่ะ
หนังเรื่องนี้ล้อเลียนหนังตลกวัยรุ่นยุค 80 คุณเป็นแฟนหนังยุคนั้นไหม
Jess Weixler : ฉันว่าฉันเป็นแฟนตัวยงของหนังพวกนั้นเลยนะ ฉันนึกไม่ออกตอนนี้ว่าเรื่องอะไรบ้าง แต่ฉันชอบThe Breakfast Club กับ Fast Times at Ridgemont High
ผู้ชายที่ดูหนังเรื่องนี้คงเสียวผู้หญิงแบบดอว์นกันหมด จะถือว่านี่เป็นหนังเขย่าขวัญของผู้หญิงได้ไหม
Jess Weixler : ฉันมองว่ามันเป็นหนังออกเดทมากกว่า เพราะมันยังแสดงให้เห็นว่าผู้ชายพยายามพิสูจน์ตนเองและอยากแสดงว่าพวกเขาพร้อมจะเผชิญกับความท้าทายแค่ไหน
TEETH เขย่าขวัญ(ชายหนุ่ม) พร้อมกัน 27 พฤศจิกายนนี้
Twilight : Interview with Robert Pattinson
หลังจากรับบทเซดดริก ดิกกอรี่ที่ทำเอาสาวๆ ทั่วโลกหลงใหลใน Harry Potter and the Goblet of Fire หนุ่มวัย 22 ปีคนนี้ก็มีบทนำที่เด่นยิ่งกว่า เรียกว่าเป็นพระเอกเต็มตัวใน Twilight หนังแวมไพร์โรแมนติกสร้างจากหนังสือขายดีของสเตฟานี่ เมเยอร์ที่แฟนทั่วโลกต่างรอดูหนังเรื่องราวความรักระหว่างเอ๊ดเวิร์ด คัลเลน แวมไพร์หนุ่ม กับอิสซาเบลล่า “เบลล่า” สวอน นักเรียนไฮสคูลสาว ความรักของพวกเขาดูจะราบรื่นดีจนกระทั่งเมื่อมีแวมไพร์มือที่สามเข้ามาและหมายจะสังหารอิสซาเบลล่า ใน Twilight แพททินสันรับบทเป็นเอ๊ดเวิร์ด คัลเลน แวมไพร์หนุ่มที่มีเสน่ห์จนสาวอิสซาเบลล่าอดหลงรักไม่ได้ทั้งๆ ที่เขาพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธอ
ตัวละครของคุณเป็นอย่างไร เรารู้ว่าเป็นแวมไพร์ ว่าแต่มันมีอะไรอีกนอกจากนี้
Robert : มีอะไรนอกจากนี้หรือครับ ผมว่าหนังสือนั้นเขียนจากมุมมองของเบลล่าและเธอก็หลงใหลในตัวเขามาก แบบว่าคิดว่าเธอรักเขามากๆ เห็นเขาเป็นฮีโร่และที่สำคัญเขาก็มีพลังพิเศษด้วย ซึ่ง ผมว่ามันก็เป็นสิ่งที่เร้าใจนะ แต่ผมว่าสิ่งที่ผมสนใจก็คือเขาเป็นพระเอกของเรื่องแต่กลับปฏิเสธที่จะเป็นพระเอก ไม่ว่าเขาจะทำอะไร แม้แต่ในยามที่ทำสิ่งที่ดีต่อคนอื่น เขาก็จะคิดว่าตัวเขาเองเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้าย ซึ่งผมชอบตรงจุดนี้ เขาไม่ยอมรับความรักที่เบลล่ามีให้กับเขาแต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาต้องการมัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวหลักในหนัง แต่ผมชอบตรงที่มีไม่กี่เรื่องที่มี...คือเขาต้องใช้ชีวิตที่มีสองด้านในการคบหาคนที่รักกับความรู้สึกที่อยากจะทำลายเธอ มันน่าสนใจตรงนั้นเพราะเขาไม่สามารถทำได้และทุกสิ่งรอบตัวเขากำลังพังทลายเพราะความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนี้ ซึ่งมันกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
ตัวละครตัวนี้เป็นตัวที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในเรื่อง เหมือนกับมีสองบุคลิก ชั่วขณะหนึ่งเขาเป็นคนที่เย็นชาและร้ายกาจ แต่อีกขณะหนึ่งก็เป็นอีกอย่าง เล่นบทแบบนี้ยังไง
Robert : ก็สนุกดีนะครับ คือมันยากในการที่จะตีบทให้แตก ผมว่าในฉากที่เขาพบว่าเขาสามารถควบคุมอะไรต่างๆ ได้มากกว่าที่เขาคิด มันเป็นความซับซ้อนที่เหมือนกับว่าเขาชอบการเป็นผู้ที่มีพลังแบบนี้ เหมือนกับว่าเขาไม่สามารถลืมได้ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ที่จริงเขาอยู่มา 80 ปีแล้ว เขาแค่เพียง... คือเขาแค่อยากจะตายหรือไม่ก็กลับเป็นคนอีกครั้ง พอมีผู้หญิงคนนี้เข้ามา ก็เหมือนกับว่า... มีแต่ความสับสนตลอดเวลาและเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเวลาของเขา และถึงจะมีใครสักคนมาสนใจเขา มันก็กลายเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับเขา เพราะเมื่อเขาตัดสินใจที่จะยอมรับมัน เขาก็กลับเกลียดในสิ่งที่เขาตัดสินใจ
แสดงว่ามีความขัดแย้งในตัวเขาอยู่ตลอดเวลา
Robert : ใช่ครับ ตลอดเวลา สิ่งสำคัญก็คือ ยิ่งเบลล่าพูดเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งคิดไปว่า “ฉันคือสัตว์ร้าย ฉันเป็นอันตรายกับทุกคน ฉันจะต้องฆ่าใครสักคน” ยิ่งเธอพูดว่า “เธอไม่ได้เป็นอย่างนั้น และฉันไม่สนว่าเธอจะเป็นอะไรก็ตาม” ก็เหมือนกับว่าเขาเริ่มจะเชื่ออย่างนั้นจริงๆ จนกระทั่ง... เกิดสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนจบ สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดเขา มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเขาเป็นสัตว์ร้าย ซึ่ง...เขาไม่ได้เป็น (หัวเราะ) ผมหมายถึงกับผู้ชมและกับเบลล่า ซึ่งเขาเองก็เชื่ออย่างนั้น แต่เขามีมุมมองที่แปลก เขามีมุมมองในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเขาเอง
มีตัวละครบทบาทอื่นๆ ที่คุณเอามาปรับใช้กับบทไหม ประเภทที่ว่าคุณชอบในจุดนั้นๆ และคิดว่ามันจะช่วยให้เข้าถึงนี้ได้มากกว่าเดิม
Robert : เอ่อ ไม่มีนะครับ คือที่จริงมันก็มีบ้าง เวลาที่ผมลองมาคิดดู ก็จะมีอย่าง REBEL WITHOUT A CAUSE อะไรแบบนั้นที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจถ้าจะเอาผสมเข้าในบทของผม มันเหมือนกับว่า...คือผมจะถามสเตฟานี่ เมเยอร์ (ผู้แต่ง) ว่าจะลองหรือสร้าง... แบบว่าเธอเขียนเอาไว้ชัดเจนมากว่าแวมไพร์เหล่านี้ไม่เหมือนแวมไพร์ทั่วไป ซึ่งมันทำให้เราสามารถทำอะไรที่มากกว่าแวมไพร์ทั่วไปได้ ทั้งเรื่องการได้รับการยอมรับและเรียนในโรงเรียน ถึงในสายตาคนอื่นพวกเขาจะดูน่ากลัว แต่แบบว่า... คือเราต้องคิดว่าเราจะแสดงความเป็นมนุษย์ออกมาแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่ามันน่าสนใจดี เพราะพวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อให้มีความเป็นคนอยู่ในตัวเอง เพราะมีแวมไพร์ไม่มากนักใน Twilight ที่จะดูเหมือนมนุษย์ และพวกเขาต้องฝืนทนต่อสัญชาตญาณดิบในตัวตลอดเวลา อย่างครอบครัวคัลเลนที่ต้องพยายามฝืนในสิ่งที่พวกเขาเป็น ในขณะที่พวกคาร์ไลสล์คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูก แม้ว่าจะเป็นการฝืนธรรมชาติก็ตาม
สเตฟานี่ได้แนะนำอะไรคุณไหมในสิ่งที่เธอคิดว่าเธออยากเห็นในกองถ่าย
Robert : ก็ไม่เชิงครับ คือผมเองก็อ่านหนังสือทุกเล่ม และผมได้ทานอาหารกับเธอได้คุยกัน ผมคิดว่าเพราะหนังสือทั้งชุดนั้น...คือผมอ่านหนังสือของเธอทั้งหมด ไม่จบทุกเล่มนะครับ เฉพาะในแง่มุมของเอ๊ดเวิร์ดใน Twilight ซึ่งก็ช่วยได้มาก มันยากตรงที่ตัวหลัก...ตัวบทที่อิงจากมุมมองของเบลล่า เพราะงั้นบทของเอ๊ดเวิร์ดจึงจะดูลึกลับ เขาจะกลายเป็นหนุ่มที่สมบูรณ์แบบ ในสายตาของเบลล่า เพราะงั้นเราจะไม่ได้รู้ความจริงว่าเขาเป็นอย่างไร เพราะงั้นเราจึงต้องสร้างมันขึ้นมา
สิ่งที่วิเศษที่สุดของแวมไพร์คือการมีชีวิตอมตะ คุณเล่นบทนี้โดยอิงจากมุมมองของเบลล่าซึ่งเธอไม่รู้เรื่องนี้ในตอนแรก แต่คุณต้องเล่นเป็นคนที่ผ่านโลกมามากนับร้อยปี คุณทำอย่างไรในการเล่นเป็นใครสักคนที่ผ่านโลกมามาก
Robert : นั่นเป็นสิ่งที่เราพยายามตีให้แตกเหมือนกันครับ ในเรื่องเขาจะสับสนระหว่างการเป็นนักเรียนไฮสคูลวัย 17 ปี กับการเป็นคนหนุ่มและคนแก่ ผมคิดว่าเมื่อเรามีร่างของวัยรุ่นอายุ 17 คนก็จะเห็นเราอายุ 17 ตามนั้น แต่เราก็มีประสบการณ์ ผมคิดว่านั่นทำให้เขามีความโกรธตลอดเวลา เขาควบคุมความโกรธของตัวเองไม่ได้ คือถ้าเราอายุร้อยปีแต่ประสบการณ์เดียวที่คุณมี, โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์กับคนและอะไรต่างๆ ที่เขาทำกับคุณเหมือนคุณอายุ 17 เพราะถ้าคุณอายุร้อยปีพวกเขาจะปฏิบัติกับคุณอีกอย่าง คุณมีลูกไมได้ ทำนี่ไม่ได้ ทำนั่นไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย จะทำงานธรรมดาก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่ได้ ต้องคอยเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ คือสามารถใช้เวลาในช่วงสิบปีได้ แต่ในช่วงเวลา 15 ปี 25 ปี หรือ 30 ปี คุณต้องคอยเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก
มันทำให้คุณมองอะไรไม่ถูกใจไปหมด กับเรื่องเบลล่า ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันมาก ในขณะที่เขามีชีวิตอมตะและต่อให้เขาสามารถทำให้เธอเป็นอมตะได้ กับความต้องการที่เขาอยากจะทำ มันเป็นความคิดชั่ววูบ และถ้าเธอบาดเจ็บหรือเป็นอะไรขึ้นมา มันก็ยิ่งแย่กว่าเดิม
เกร็ดหนัง :
โรเบิร์ต แพททินสันร้องเพลงประกอบหนัง Twilight ชื่อเพลงว่า Never Think
Twilight เปิดตัว 27 พฤศจิกายนนี้